Friday, 7 August 2026

การบริหารจัดการภาวะวิกฤติด้านการสื่อสาร

         กรณีเหตุยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ สิงหาคม 2569 ควรถูกมองว่าเป็น“National Reputation & Safety Communication Crisis” ไม่ใช่เพียงเหตุฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่ เพราะข่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อระดับโลกแล้ว และความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปคือการที่ เหตุการณ์จริง” ถูกขยายความด้วย ข่าวลือ ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน ภาพ/คลิปที่ผิดบริบท และการตีความว่า ประเทศไทยหรือโรงเรียนไทยไม่ปลอดภัย

ปัจจุบัน Reuters และ AP รายงานเหตุการณ์นี้ในระดับนานาชาติแล้ว จึงมีโอกาสสูงที่ narrative จะขยายจาก เหตุที่โรงเรียนหนึ่งแห่ง” ไปเป็นคำถามต่อความปลอดภัยในประเทศไทยโดยรวม หากไม่มีการจัดการการสื่อสารที่เร็วและเป็นระบบ

จากงานวิจัยและ MARR Model — Monitoring, Analyzing, Reporting, Responding (ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ และคณะ, 2568) ขอนำเสนอ MARR Crisis Communication Strategy for School Shooting โดยเน้นหลักสำคัญว่า

 

“Control the information gap before misinformation controls the narrative.”

กรณีนี้ ข่าวจริง ข่าวจากสื่อ/Content Creator และข่าว sensational หรือ misleading สามารถทำงานร่วมกันจนกลายเป็นวิกฤติด้านชื่อเสียงได้ และ Social Listening ต้องใช้เพื่อค้นหา misinformation ก่อนที่จะขยายตัว



1. M — Monitoring: สร้าง “Crisis Listening War Room”

จากงานวิจัย (ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ และคณะ2568ภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ขอนำเสนอโมเดลการบริหารจัดการว่าในช่วง 24–72 ชั่วโมงแรก ไม่ควรรอการสรุปข่าวรายวัน แต่ควรเปลี่ยนจาก Daily Monitoring เป็น Real-Time Monitoring โดยตั้ง War Room ร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ตำรวจ โรงเรียน กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ/ททท. และหน่วยงานด้านต่างประเทศ เนื่องจาก MARR เดิมเสนอให้ใช้ Social Listening เพื่อติดตาม sentiment และความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีสัญญาณวิกฤติต้องเข้าสู่การติดตามเชิงลึกทันที


จากโพสก่อน ได้ดำเนินการวิเคราะห์ Social Listening ทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน โดยได้จัดการให้ Social Listening Dashboard ติดตามอย่างน้อย กลุ่มข้อมูลพร้อมกัน ได้แก่

1) Volume จำนวนโพสต์/ข่าว
2) Velocity ความเร็วในการแชร์
3) Sentiment โดยเฉพาะ Fear–Anger–Distrust
4) Narrative เรื่องเล่าที่กำลังถูกสร้าง 
5) Source/Influencer ว่าใครเป็นต้นทางของข้อมูล

โดยใช้คำค้นหลายภาษา เช่น เทพศิรินทร์นนทบุรี”, “ยิงในโรงเรียน”, “school shooting Thailand”, “Thailand school safety”, “Debsirin shooting” เพื่อดูว่าประเทศไทยกำลังถูกพูดถึงอย่างไรในตลาดต่างประเทศ

สิ่งสำคัญคือ ไม่ติดตามเฉพาะชื่อโรงเรียนเพราะ narrative อาจเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากDebsirin Nonthaburi  Bangkok  Thailand  Thailand is unsafe ซึ่งเป็น pattern เดียวกับกรณีที่งาน MARR พบว่าเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาถูกตีความเป็น “Thailand/Bangkok Earthquake” จนสร้าง Fear และ Untrust และนำไปสู่การยกเลิกการเดินทาง

 

2. A — Analyzing: วิเคราะห์ ข้อเท็จจริงข่าวลือความรู้สึก

ในเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ควรวิเคราะห์แค่ Positive/Negative Sentiment แต่ควรสร้างCrisis Narrative Map แบ่งข้อมูลออกเป็น กลุ่ม

 

กลุ่ม

ตัวอย่าง

แนวทาง

Verified Fact

ข้อมูลที่ตำรวจ/โรงพยาบาลยืนยัน

สื่อสารทันที

Unverified Information

จำนวนผู้บาดเจ็บ/แรงจูงใจที่ยังตรวจสอบ

ระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบ

Misinformation

คลิปเก่า ภาพผิดสถานที่ ข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตผิด

Correct ทันที

Interpretation/Fear

โรงเรียนไทยไม่ปลอดภัย” “ไม่ควรไปไทย

ต้อง Reframe ด้วย Context


จุดสำคัญที่สุดคือ แยก “Fact Correction” ออกจาก “Fear Management” เพราะการแก้ข่าวว่า ตัวเลขนี้ไม่จริง” ไม่ได้แปลว่าคนจะกลับมาเชื่อมั่นทันที งานที่แนบมาแสดงกรณีแผ่นดินไหวว่าแก่นของปัญหาไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงผิด แต่คือ Fear และ Untrust 

ดังนั้นทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงแรก War Room ควรตอบคำถาม ข้อ:

1) What happened?
2) What do we know?
3) What do we not know yet?
4) What are people afraid of?
5) What false narratives are spreading?

 

กลยุทธ์จัดการข่าวลือ: “Correct Fast — Correct Where It Spreads”

ข่าวลือในยุค Social Media ไม่ควรแก้เพียงออก Press Release เพราะงานวิจัยที่แนบมาระบุอย่างชัดเจนว่า misinformation มักเติบโตใน information vacuum และการหวังว่าประชาชนจะไปค้นข้อมูลจริงจากข่าวประชาสัมพันธ์ทางการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงขอเสนอ5R Rumor Management Protocol

1. Recognize — ตรวจจับ Social Listening ตรวจพบข้อความผิดหรือ narrative ที่เริ่ม Viral

2. Rate — ประเมินระดับความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องตอบทุกข่าวลือ ให้ประเมิน Reach × Velocity × Harm × Credibility of Source หากทั้ง Reach และ Harm สูง  ตอบทันที

3. Refute — แก้ข้อเท็จจริง ใช้รูปแบบที่สั้นมาก เช่น

FACT CHECK

 ข้อมูลที่เผยแพร่: 
 ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว: 
🔎 อยู่ระหว่างตรวจสอบ: 

หลีกเลี่ยงการทำ headline ซ้ำข่าวปลอม เพราะอาจช่วยเพิ่มการจดจำ misinformation

4. Redirect — Redirect ไปยังแหล่งข้อมูลกลาง ทุกโพสต์ต้องนำกลับไปที่ Single Source of Truth เช่น Crisis Information Center หรือเว็บไซต์/บัญชีทางการเดียว

5. Repeat — ย้ำอย่างต่อเนื่อง ข่าวลือไม่จบด้วยการแก้ครั้งเดียว ต้องติดตามว่า narrative ลดลงหรือเกิด variant ใหม่หรือไม่

 

3. R — Reporting: ตั้ง “Joint Information Center”

ในภาพ MARR เดิม Reporting คือการสรุปสถานการณ์ นำข้อมูลย้อนกลับ และวางแผนรับมือ แต่ในกรณีนี้ผมเสนอให้ Reporting ทำพร้อมกับ Responding แทบจะ Real Time งานด้าน crisis communication ชี้ว่าการสื่อสารต้องเร็ว โปร่งใส สม่ำเสมอ และเป็นเสียงเดียวกันเพราะหากหน่วยงานรัฐ โรงเรียน ตำรวจ และโรงพยาบาลให้ข้อมูลไม่ตรงกัน จะสร้าง confusion และเปิดพื้นที่ให้ misinformation 

ดังนั้นควรมี

1) One Command — One Data — One Voice
2) ให้มี Joint Information Center (JIC) เป็นศูนย์กลาง
3) ตำรวจ  ข้อเท็จจริงทางคดี
4) โรงพยาบาล  ผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต
5) โรงเรียน/ศธ.  นักเรียน ครู และการเปิดเรียน
6) หน่วยงานความมั่นคง  ความปลอดภัย
7) รัฐบาล  นโยบายและมาตรการ
8) ต่างประเทศ/ททท.  International Communication

แต่ข้อมูลทั้งหมดต้องเข้าสู่ Single Communication Dashboard ก่อนเผยแพร่ ควรกำหนด Spokesperson หลัก คน และ Subject-Matter Spokespersons เฉพาะประเด็น ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่หลายคนตอบสื่อแบบต่างคนต่างตอบ

 

4. R — Responding: “เร็ว แต่ไม่รีบจนผิด

หลักสำคัญจากงาน crisis communication คือ Inform Early and Often การให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องช่วยลด uncertainty และข่าวลือ ขณะที่ความล่าช้าหรือความไม่โปร่งใสจะทำลาย trust อเสนอให้ใช้ 30–60–120 Minute Communication Protocol

 

ภายใน 30 นาทีหลังมีข้อมูลยืนยัน (เลยเวลาแล้ว)

Acknowledgement Message:

ได้รับรายงานเหตุการณ์แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมฉุกเฉินอยู่ในพื้นที่ ขณะนี้ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร ขอให้ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ยังไม่จำเป็นต้องตอบว่า เกิดอะไรขึ้นทั้งหมด

 

ภายใน 60 นาที (เลยเวลาแล้ว)

เผยแพร่ Verified Facts + Safety Instruction

1) What happened
2) Where
3) Situation controlled/not controlled
4) พื้นที่ที่ต้องหลีกเลี่ยง
5) ผู้ปกครองติดต่อที่ไหน
6) ข้อมูลใดยังไม่ยืนยัน

 

ภายใน 120 นาทีและต่อเนื่อง

Briefing แบบกำหนดเวลา เช่น

Update 1 — 11.00  

Update 2 — 13.00

Update 3 — 16.00

แม้ไม่มีข้อมูลใหม่มาก ควรบอกว่า

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมจากการแถลงครั้งก่อน การสอบสวนยังดำเนินต่อไป และจะรายงานอีกครั้งเวลา…”

สิ่งนี้ปิด information vacuum

 

6. การสื่อสารต้องแตกต่างตามกลุ่มเป้าหมาย

นี่คือจุดที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก เพราะงานทบทวนที่แนบมาย้ำว่า crisis communication ต้องตอบหลาย stakeholder ได้แก่ ผู้ได้รับผลกระทบ ประชาชน พนักงาน/บุคลากร สื่อ และ international partners และข้อความต้องปรับให้เข้ากับ audience


 

กลุ่มเป้าหมาย

สิ่งที่เขากังวล

Message Priority

Channel

นักเรียนในโรงเรียน

ฉันปลอดภัยไหม

Safety instruction / support

ครู, LINE, SMS

ผู้ปกครอง

ลูกอยู่ไหน / ติดต่ออย่างไร

Verification + reunification

Hotline, LINE, Facebook

ครู/บุคลากร

ต้องทำอะไร/พูดอะไร

SOP + Single Message

Internal channel

ประชาชนไทย

เกิดอะไรขึ้น / ปลอดภัยหรือไม่

Fact + Context

TV, Facebook, X

สื่อมวลชน

ข้อมูลที่ตรวจสอบได้

Fact sheet / briefing

Press Center

นักท่องเที่ยวต่างชาติ

Thailand safe?

Geographic context + assurance

English official channels

จีน/ญี่ปุ่น/เกาหลี

เหตุเกิดทั่วไทยหรือไม่

Localized language + context

WeChat/Weibo/Xiaohongshu etc.

สถานทูตต่างประเทศ

พลเมืองได้รับผลกระทบหรือไม่

Situation report

MFA diplomatic channels

Global Media

เป็น pattern ของ violence หรือไม่

Facts + policy response

English spokesperson

Content Creators

เนื้อหา Viral

Verified media kit

Creator briefing

 

7. สำหรับผู้ปกครองและนักเรียน: อย่าใช้ “PR Language”

ข้อความต่อกลุ่มนี้ต้องเป็น Human Communication

ลำดับคือ

Empathy  Safety  Instruction Information

ไม่ควรเริ่มด้วย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันว่า…”

แต่ควรเริ่มด้วย

ขณะนี้ความปลอดภัยและการดูแลนักเรียน ครู และครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด…”

งานที่แนบมาระบุว่า empathy เป็นองค์ประกอบสำคัญของ crisis communication โดยเฉพาะเมื่อผู้รับสารกำลังวิตกหรือสูญเสีย และควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ชื่อ ภาพ หรือรายละเอียดที่ระบุตัวเด็ก เว้นแต่มีเหตุผลและการยืนยันตามกระบวนการที่เหมาะสม

 

8. สำหรับสื่อต่างประเทศ: ต้องป้องกัน “Geographical Generalization”

นี่อาจเป็น Reputation Risk สำคัญที่สุดต่อประเทศไทย สิ่งที่จะเกิดขึ้นใน Google, TikTok, X หรือสื่อจีนอาจไม่ใช่คำว่า DebsirinNonthaburi shooting แต่อาจกลายเป็นThailand school shooting Thailand unsafe Is Bangkok safe? Is Thailand safe to travel?

ดังนั้น International Communication ต้องประกอบด้วย ชั้น

Layer 1 — Fact

เหตุเกิดที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี

Layer 2 — Containment

สถานการณ์ในพื้นที่ได้รับการควบคุม/อยู่ภายใต้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตามข้อเท็จจริง ณ เวลานั้น

Layer 3 — Context

ไม่ควรปล่อยให้ perception ว่าเหตุการณ์ครอบคลุมกรุงเทพฯ หรือประเทศไทยทั้งหมดเกิดขึ้น

แต่ต้องระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรสื่อว่า“Thailand is completely safe.” เพราะเป็นabsolute assurance ที่พิสูจน์ไม่ได้ ควรใช้

“The incident is localized, and authorities are providing verified updates on the situation and safety measures.”

 

9. สำหรับตลาดจีน ต้องแยก Crisis Communication โดยเฉพาะ

บทเรียนจากงาน MARR ของท่านมีความสำคัญมาก เพราะกรณี ซิงซิง” แสดงให้เห็นว่า sensational safety narrative สามารถขยายตัวรุนแรงใน ecosystem สื่อจีน โดยข้อมูลในงานนำเสนอพบคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางมายังประเทศไทยจำนวนมหาศาลบน Xiaohongshu หลังเหตุการณ์นั้น

ดังนั้นไม่ควรใช้เพียงการแปล Press Release ภาษาไทยเป็นภาษาจีน

ควรมี China Crisis Communication Cell ติดตาม

Weibo
WeChat
Douyin
Xiaohongshu
Bilibili
Toutiao

แล้ววิเคราะห์คำถามจริง เช่น ประเทศไทยปลอดภัยหรือไม่ กรุงเทพฯ มีเหตุยิงหรือไม่
นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบหรือไม่จากนั้นทำ Question-Led Communication คือเอาคำถามที่คนกำลังถามมาทำ content โดยตรง

เช่น

Q: เหตุการณ์เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ หรือไม่?

A: ไม่ใช่ เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะ

จะมีประสิทธิภาพกว่าการออก Statement ยาว ๆ

 

10. Content Creator และ Citizen Journalist ต้องถูกมองเป็น Stakeholder

งาน MARR ระบุสิ่งที่น่าสนใจมากว่า Content/Stories สามารถเป็นทั้ง Positive และ Dark Side of Value Co-Creation เพราะ creator มี perceived credibility สูง และสามารถขยายทั้งข้อมูลจริงและ misinformation จึงควรสร้าง Verified Creator Network

1) ส่งให้ creator
2) Fact Sheet
3) FAQ
4) ภาพพื้นที่ที่เปิดเผยได้
5) Timeline
6) Quote จาก spokesperson
7) ลิงก์ Source of Truth

ไม่ใช่ ขอให้ช่วยพูดด้านดี แต่ให้ เครื่องมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหากรัฐบาลพยายามใช้อินฟลูเอนเซอร์ สร้างภาพว่าปลอดภัย” เร็วเกินไป ขณะที่สังคมยังอยู่ในภาวะสูญเสีย จะเกิด backlash อย่างรุนแรงได้

 

11. Message Architecture ที่เสนอ

ทุกข้อความควรประกอบด้วย CARE Framework

C — Compassion

แสดงความเสียใจและความห่วงใย

A — Accuracy

เฉพาะข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

R — Response

รัฐกำลังทำอะไร

E — Expectation

ประชาชนควรทำอะไร และจะได้รับข้อมูลครั้งต่อไปเมื่อไร

ตัวอย่างโครงสร้าง:

รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ขณะนี้ตำรวจและหน่วยฉุกเฉินได้ดำเนินการในพื้นที่ และกำลังตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจะเผยแพร่ผ่านช่องทางทางการเท่านั้น ขอความร่วมมือไม่เผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ หรือข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ การแถลงข้อมูลครั้งต่อไปจะมีขึ้นเวลา …”

 

12. สิ่งที่ ไม่ควรทำ

มี เรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง

1) อย่าปฏิเสธเร็วเกินไป หากยังไม่มีหลักฐาน
2) อย่าใช้คำว่า เป็นเพียงเหตุเฉพาะจุด” ในช่วงที่ครอบครัวยังสูญเสีย เพราะอาจถูกตีความว่าลดทอนความรุนแรงของเหตุการณ์
3) อย่าพูดตัวเลขจากหลายหน่วยงาน
4) อย่าให้ผู้บริหารหลายคนแถลงข้อมูลแตกต่างกัน
5) อย่ารีบทำ Reputation Recovery Campaign เช่น “Thailand is Safe” ใน 24–48 ชั่วโมงแรก
6) อย่าแชร์ซ้ำภาพคนร้าย เหตุยิง หรือ manifestos อย่างไม่จำเป็น เพราะนอกจากกระทบผู้เสียหายแล้ว ยังอาจทำให้ perpetrator ได้พื้นที่และกระตุ้น imitation/copycat dynamics

 

13. ปรับ MARR สำหรับเหตุการณ์นี้เป็นวงจร ไม่ใช่เส้นตรง

จากภาพเดิม:

Monitoring  Analyzing  Responding  Reporting

สำหรับ Social Media Crisis ควรปรับเป็น

 A  R  R  M

Monitoring

Analyzing

Reporting to Command Center

Responding / Communication

Monitoring Reaction Again

เพราะหลังจาก Respond แล้ว ต้องดูว่า

คนเชื่อหรือไม่?”
“Sentiment ดีขึ้นหรือไม่?”
ข่าวลือหายไปหรือแตกแขนง?”
คำถามใหม่คืออะไร?”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลวิจัย MARR ที่เน้นว่า SLT ทำให้ผู้จัดการวิกฤติสามารถ monitor, analyze และ respond ต่อ digital conversation แบบ real time และต้องมีการกำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละองค์ประกอบอย่างชัดเจน

 

14. ระดับนโยบาย ขอเสนอ “3 War Rooms”

แทนที่จะมีศูนย์เดียวขนาดใหญ่ ควรแยกเป็นสามส่วนแต่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน

Operational War Room
ตำรวจโรงเรียนแพทย์ศธ.
ตอบคำถาม เกิดอะไรขึ้นและช่วยเหลืออย่างไร

Communication & Rumor War Room
PR–Social Listening–Anti Fake News–Media
ตอบคำถาม โลกกำลังพูดอะไร

International Reputation War Room
MFA–TAT–English/Chinese/Japanese/Korean Teams
ตอบคำถาม ต่างประเทศกำลังตีความประเทศไทยอย่างไร

ทั้งสามศูนย์ใช้ Single Source of Truth เดียวกัน

 

15. KPI ที่ควรติดตาม ไม่ใช่จำนวนข่าวประชาสัมพันธ์

ต้องติดตาม Crisis Communication KPI 7 ตัว ได้แก่

Time to First Response — เวลาจากตรวจพบถึงการสื่อสารครั้งแรก
Rumor Detection Time — เวลาจากข่าวลือเริ่มเกิดถึงตรวจพบ
Correction Time — เวลาจากตรวจพบถึงออก correction
Share of Accurate Information — สัดส่วนข้อมูลที่ถูกต้องเทียบ misinformation
Negative/Fear Sentiment Trend
Trust in Official Source
Narrative Containment — สัดส่วน conversation ที่ยังจำกัดอยู่ที่ “incident-specific” เทียบกับ generalization เป็น “Thailand unsafe”

 

สรุปเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับกรณี School Shooting นี้ เป้าหมายการสื่อสาร ไม่ควรเป็นการทำให้ข่าวหายไปเพราะเป็นเหตุการณ์จริงและมีผู้ได้รับผลกระทบรุนแรง แต่ต้องเป็นการ ลดความไม่แน่นอน ป้องกันข้อมูลเท็จ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ถูกขยายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยทั้งหมด

ดังนั้นแก่นของกลยุทธ์คือ

Fast but Verified
Transparent but Sensitive
One Voice but Multiple Languages
Correct Rumors at Their Source
Communicate Facts and Manage Fear simultaneously

และนี่เป็นการต่อยอด MARR ได้ค่อนข้างตรงกับงานวิจัยของท่าน เพราะ MARR ไม่ได้ควรถูกใช้เป็นเพียง Crisis Response Modelแต่สามารถพัฒนาเป็น Real-Time Reputation Risk Management System ซึ่งเชื่อม Social Listening  Sensemaking  Decision Making  Strategic Communication Feedback Monitoring ได้อย่างเป็นระบบ งานของ Coombs และ Laufer ก็สนับสนุนกรอบสามระยะ คือ pre-crisis เพื่อ prevention/preparation, crisis เพื่อ response และ post-crisis เพื่อ learning/revision 


 การวิเคราะห์ครั้งนี้ดำเนินตามบทบาทหัวหน้าโครงการวิจัย การพัฒนาระบบอัจฉริยะในการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตอบสนองภาวะวิกฤติของการท่องเที่ยวไทย ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เดี๋ยวผมจะโพสแนวทางการรับมือที่รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการ ซึ่งได้ส่งผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วครับ


ท้ายสุดนี้ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและบาดเจ็บทุกท่าน ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องช่วยกันเยียวยาสังคมผ่านการแชร์หรือการโพสต์ใด ๆ ครับ งดการโพสด้วยความเกลียดชัง หรือความรุนแรง มาจับมือกันให้กำลังใจกันครับ


#กองทุนววน

#สกสว

#บพข

#การจัดการภาวะวิกฤติ

#มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

#WalailakBusinessSchool

#WBS

No comments:

Post a Comment

Welcome to Siwarit Valley

My photo
Nakhon Sri Thammarat, Thailand
สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช Thailand