Service Economy: เมื่อ “คุณค่า” และ "ประสบการณ์" ส่งมอบไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันสร้าง
วันนี้ขออนุญาตชวนคุยเรื่อง Service Economy หรือเศรษฐกิจบริการ ครับ จากที่ได้ทิ้งท้ายในบทความก่อนว่าวันนี้จะพูดถึง Service Economy ต้องขออนุญาตว่าการมานำเสนอในส่วนนี้ไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่าแนวคิดไหนถูก แนวคิดในผิด แต่ในมุมของความรู้ (Knowledge) แต่ละประเด็นจะมี คำ (Lexicon) ที่ใช้ และคำที่ใช้ในแต่ละเรื่องล้วนมีที่มาที่ไปที่ต้องมาจากแก่นเดียวกัน
ที่มาของเรื่องนี้เกิดจากการที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมคณะทำงานระดับประเทศด้าน Visitor Economy และ Creative Economy ซึ่งมี ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน โดยเฉพาะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สังกัดหน่วยภารกิจยุทธศาสตร์ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งอยู่เบื้องหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยด้านวิชาการมาอย่างยาวนาน และ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA ผู้ริเริ่มนำเสนอแนวคิด Visitor Economy ในการขับเคลื่อนประเทศไทย
ในช่วงแรก คณะทำงานได้นำเสนอแนวคิด “น้ำตก 4 ชั้น” ประกอบด้วย
- เศรษฐกิจประสบการณ์ หรือ Experience Economy
- เศรษฐกิจผู้มาเยือน หรือ Visitor Economy
- เศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ Tourism Economy
- เศรษฐกิจท้องถิ่น หรือ Local Economy
ต่อมา ท่านประธาน ดร.วีระศักดิ์ได้เสนอให้เพิ่มร่มใหญ่ด้าน Trade in Services ขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น เมื่อพิจารณาจากหลักคิดที่ท่านอธิบาย ผมมองว่าสิ่งนั้นมีความหมายไปในทิศทางเดียวกับ Service Economy จึงเสนอให้ใช้คำนี้เป็นน้ำตกชั้นบนสุด กลายเป็นแนวคิด “น้ำตก 5 ชั้น” ที่จะช่วยอธิบายการไหลเวียนของคุณค่าจากระบบเศรษฐกิจบริการ ไปสู่ประสบการณ์ของผู้คน การเดินทางท่องเที่ยว และท้ายที่สุดคือรายได้และคุณภาพชีวิตของเศรษฐกิจท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม คำว่า Service Economy ที่เรากำลังพูดถึง ไม่ได้หมายความเพียงว่า ประเทศไทยต้องมีโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน สปา บริษัทนำเที่ยว หรือธุรกิจที่ถูกจัดประเภทอยู่ใน “ภาคบริการ” เพิ่มขึ้นเท่านั้น
คำว่า Service ในที่นี้มีความหมายลึกกว่านั้นมากครับ
Service ไม่ใช่แค่ Services
ถ้าเราแปล Service Economy ว่า “เศรษฐกิจที่ประกอบด้วยธุรกิจบริการ” เราอาจกำลังเริ่มต้นจากความเข้าใจที่แคบเกินไป เพราะแนวคิดที่คณะทำงานพูดถึงมีคำสำคัญอยู่หลายคำ ไม่ว่าจะเป็น “คุณค่า” “ประสบการณ์” “อารมณ์” “การมีส่วนร่วม” และ “การร่วมกันสร้าง”
คำเหล่านี้พาเราไปสู่แนวคิด Service-Dominant Logic of Marketing หรือ S-D Logic ซึ่งนำเสนอโดย Professor Stephen Vargo และ Professor Robert Lusch ในปี ค.ศ. 2004
ภายใต้แนวคิดนี้ Service ไม่ได้หมายถึงการบริการที่แยกออกจากสินค้า และไม่ได้หมายถึงเพียงหนึ่งในส่วนประสมทางการตลาด แต่หมายถึง
การนำความรู้ ทักษะ ความสามารถ และสมรรถนะของฝ่ายหนึ่ง ไปใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ดังนั้น เกษตรกรก็อยู่ใน Service Economy เพราะไม่ได้ขายเพียงผลไม้ แต่กำลังใช้ความรู้เรื่องดิน น้ำ ฤดูกาล และการเพาะปลูก เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้บริโภค
ช่างฝีมือไม่ได้ขายเพียงผืนผ้าหรือผลิตภัณฑ์ แต่กำลังนำทักษะ ภูมิปัญญา เรื่องราว และความคิดสร้างสรรค์มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้ใช้
แม้แต่โรงงานผลิตรถยนต์ก็ไม่ได้ขายเพียงวัตถุที่มีล้อสี่ล้อ แต่กำลังนำความรู้ด้านวิศวกรรม การออกแบบ เทคโนโลยี และความปลอดภัยมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้คนเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากขึ้น
ในมุมนี้ สินค้าไม่ได้เป็นปลายทางของคุณค่า แต่เป็นเพียง “พาหนะ” ที่นำพาความรู้และความสามารถไปสู่การใช้ประโยชน์ของลูกค้า นี่คือเหตุผลที่ Service Economy ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจบริการ แต่ครอบคลุมทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มนุษย์นำความรู้และความสามารถมาแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ร่วมกัน
คำถามสำคัญคือ "คุณค่าส่งมอบได้จริงหรือ?"
ในอดีต นักการตลาดมักคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า
“ธุรกิจมีหน้าที่สร้างและส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า”
ประโยคนี้ฟังดูถูกต้องครับ แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไป เราอาจต้องตั้งคำถามว่า คุณค่าส่งมอบได้จริงหรือไม่
หากเราจะส่งมอบอะไรให้ใคร สิ่งนั้นควรต้องถูกหยิบ จับ ถือ หรือเคลื่อนย้ายจากผู้ให้ไปยังผู้รับได้เสียก่อน เราส่งมอบสินค้า ส่งมอบอาหาร ส่งมอบห้องพัก หรือส่งมอบกุญแจรถยนต์ได้ แต่เราจะหยิบ “ความสุข” “ความภาคภูมิใจ” “ความประทับใจ” หรือ “ความหมายในชีวิต” ใส่กล่องแล้วส่งให้ลูกค้าได้อย่างไร
ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง การตลาดยุคใหม่ ลูกค้าคือพระเจ้าอย่างแท้จริง ว่า คุณค่าของลูกค้า หมายถึง ผลประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากการซื้อ ใช้ บริโภค หรือครอบครองสินค้าหรือบริการ และคุณค่าดังกล่าวย่อมแตกต่างกันตามบุคคล วัน เวลา สถานที่ และสถานการณ์
ห้องพักห้องเดียวกันอาจมีคุณค่าไม่เท่ากันสำหรับนักท่องเที่ยวแต่ละคน
สำหรับคนหนึ่ง ห้องพักคือสถานที่นอนก่อนเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับอีกคน ห้องเดียวกันอาจเป็นพื้นที่พักฟื้นจากความเหนื่อยล้า เป็นสถานที่ฉลองวันครบรอบ หรือเป็นโอกาสที่สมาชิกครอบครัวซึ่งอยู่ห่างกันจะได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง
สินค้าหรือห้องพักอาจเหมือนเดิม แต่คุณค่าที่เกิดขึ้นไม่เหมือนเดิม
คุณค่าจึงเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง คือรู้และสัมผัสได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของการใช้ชีวิต สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเราในวันนี้ อาจไม่ได้มีคุณค่าเท่าเดิมในวันพรุ่งนี้
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงอาจ “ส่งมอบทรัพยากร” ได้ แต่ไม่สามารถกำหนดหรือรับประกันคุณค่าที่จะเกิดขึ้นในใจของลูกค้าได้ทั้งหมด
Vargo และ Lusch จึงเสนอว่า ธุรกิจไม่ได้ส่งมอบคุณค่าสำเร็จรูปให้แก่ลูกค้า แต่ทำได้เพียงนำเสนอ ข้อเสนอคุณค่า หรือ Value Proposition ส่วนคุณค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้านำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ ผสมผสานกับความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึก และบริบทชีวิตของตนเอง
หากเริ่มต้นด้วยคำว่า "ส่งมอบ" เราอาจติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก
ปัญหาของแนวคิดการส่งมอบคุณค่า คือเราอาจเผลอคิดว่าเรารู้จักลูกค้าดีกว่าที่ลูกค้ารู้จักตนเอง
เมื่อธุรกิจเชื่อว่าตนเองเป็นผู้สร้างคุณค่าแต่เพียงฝ่ายเดียว ธุรกิจก็จะออกแบบ ผลิต และยื่นสิ่งที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดให้แก่ลูกค้า กระบวนการนี้อาจดูเหมือนการสร้าง Value Added แต่จุดเริ่มต้นทั้งหมดกลับมาจากมุมมองของผู้ให้
สิ่งที่เพิ่มเข้าไปจึงอาจเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจ แต่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ลูกค้า
เรื่องนี้เหมือนกับเวลาที่เราถามแฟนว่า
“วันนี้อยากกินอะไร?”
คำตอบที่ได้รับบ่อย ๆ คือ
“อะไรก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราก็พาไปร้านอาหารที่เราชอบ เพราะคิดว่าในเมื่ออะไรก็ได้ ร้านนี้ก็น่าจะได้เหมือนกัน แต่เมื่อไปถึง คุณเธอกลับบอกว่า
“ก็รู้อยู่ว่าเราไม่ชอบร้านนี้ แล้วจะพามาทำไม”
แฟนก็คล้ายกับลูกค้าครับ บางครั้งไม่ได้บอกความต้องการออกมาเป็นคำพูดอย่างตรงไปตรงมา หรือบางครั้งตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าต้องการอะไร จนกว่าจะเห็นทางเลือกหรือเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริง
ดังนั้น หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การเดาแล้วตัดสินใจแทนทั้งหมด แต่คือการทำความเข้าใจ นำเสนอทางเลือก และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วมตัดสินใจ และแฟนก็เหมือนลูกค้าที่จะประทับใจถ้าเราสามารถพาแฟนไปซื้อของหรือทานอะไรที่เค้าชอบได้โดยเค้าไม่ต้องบอก
นักการตลาดก็เช่นเดียวกันครับ ก็เหมือนกับผู้ชายที่มักไม่เคยเข้าใจอะไรง่าย ๆ ว่าลูกค้า (แฟน) ต้องการอะไร...
ลูกค้าไม่ได้เดินเข้ามาหาเราด้วยสมองและหัวใจที่ว่างเปล่า
Professor Eric Arnould ช่วยอธิบายให้เราเห็นว่า การบริโภคของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อยสามด้าน
ด้านแรกคือ ปัจจัยทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน ชุมชน องค์กร หรือสถานะทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ด้านที่สองคือ ปัจจัยทางวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหมาย ความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติ และวิธีคิดที่แต่ละกลุ่มสร้างและยอมรับร่วมกัน
ด้านที่สามคือ ปัจจัยทางกายภาพและสภาวะของบุคคล ทั้งร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก ความพร้อม ตลอดจนเงื่อนไข ณ ช่วงเวลาที่มีการบริโภค
การบริโภคจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรับประทานหรือการใช้สิ่งของ แต่รวมถึงการชื่นชม การสะสม การแสดงออก การสร้างความสัมพันธ์ และการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน คนรัก ครอบครัว หรือแม้แต่การใช้เวลาอยู่กับตนเอง
คนที่สะสมหุ่นยนต์กันดั้มไม่ได้ซื้อเพียงชิ้นส่วนพลาสติก แต่กำลังใช้ทักษะประกอบ ทาสี สร้างจินตนาการ แลกเปลี่ยนความรู้ และอาจนำผลงานไปประกวดกับคนในชุมชนเดียวกัน
นักท่องเที่ยวที่ไปทำนากับชุมชนไม่ได้ต้องการเพียงเดินลงไปในโคลน แต่ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิต สัมผัสความสัมพันธ์กับผู้คน และอาจต้องการให้ลูกได้รู้ว่าอาหารหนึ่งจานมีที่มาอย่างไร
ผู้มาเยือนที่ร่วมประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ณ เมืองมรดกโลก ไม่ได้เพียงเดินตามขบวน แต่กำลังเชื่อมโยงตนเองเข้ากับความศรัทธา ประวัติศาสตร์ และความหมายร่วมของผู้คนในพื้นที่
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเก็บผลไม้ในสวนไม่ได้จ่ายเงินซื้อเฉพาะผลไม้ แต่กำลังเลือก สัมผัส ชิม ถ่ายภาพ พูดคุยกับเจ้าของสวน และสร้างเรื่องเล่าของตนเองกลับไปพร้อมกับผลไม้เหล่านั้น
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นผู้รับประสบการณ์ที่ว่างเปล่า แต่เดินทางมาพร้อมกับความรู้ ความทรงจำ ความคาดหวัง อารมณ์ ความสัมพันธ์ และเรื่องราวชีวิตของตนเอง
สิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาร่วมในกระบวนการสร้างคุณค่า
จาก Value Delivery สู่ Value Co-Creation
เมื่อคุณค่าไม่ได้ถูกผลิตสำเร็จรูปอยู่ในสินค้าและไม่สามารถส่งมอบได้เหมือนพัสดุ หน้าที่ของนักการตลาดจึงต้องเปลี่ยนจาก ผู้ผลิตและส่งมอบคุณค่า มาเป็น ผู้เสนอแนวทางและอำนวยความสะดวกให้เกิดคุณค่า
เราไม่ได้ลดความสำคัญของธุรกิจหรือผู้ให้บริการนะครับ เพราะการสร้างคุณค่าร่วมกันไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้ลูกค้าทำทุกอย่างเอง
ตรงกันข้าม ธุรกิจยังมีหน้าที่สำคัญอย่างมากในการจัดเตรียม
- สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก
- ความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกในการเข้าถึง
- บุคลากรที่มีความรู้และมี Human Touch
- ข้อมูล เรื่องราว และพล็อตของกิจกรรม
- เครื่องมือหรือทรัพยากรที่ช่วยให้ลูกค้ามีส่วนร่วม
- ทางเลือกที่สอดคล้องกับความสนใจและข้อจำกัดของแต่ละคน
- ช่องทางการสื่อสาร รับฟัง และปรับเปลี่ยนกิจกรรมตามสถานการณ์
แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกค้าต้องมี อำนาจในการเลือก และสามารถสื่อสารได้ว่าตนเองต้องการมีส่วนร่วมอย่างไร
ในกระบวนการนี้ นักการตลาดไม่ใช่ผู้กำกับที่บังคับให้ทุกคนเดินตามบทเดียวกัน แต่เป็นผู้ออกแบบเวที เตรียมอุปกรณ์ วางโครงเรื่อง และเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าเข้ามาแสดงบทบาทของตนเอง
ธุรกิจจึงไม่ได้ “ส่งมอบประสบการณ์” อย่างสมบูรณ์ แต่สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิดประสบการณ์ ส่วนประสบการณ์จริงจะเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สถานที่ เรื่องราว กิจกรรม และสภาวะของนักท่องเที่ยว ณ ขณะนั้น
ประสบการณ์เดียวกัน จึงไม่เคยเหมือนกันจริง ๆ
ลองนึกถึงนักท่องเที่ยวสิบคนที่เข้าร่วมกิจกรรมเดียวกันครับ
บางคนอาจประทับใจเจ้าของชุมชนที่เล่าเรื่องอย่างจริงใจ บางคนชอบรสชาติอาหาร บางคนมีความสุขที่ลูกได้ลองทำสิ่งใหม่ ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกผูกพันเพราะกิจกรรมนั้นทำให้นึกถึงบ้านในวัยเด็ก
ผู้จัดกิจกรรมเตรียมสถานที่เดียวกัน อาหารเหมือนกัน และใช้เรื่องเล่าเดียวกัน แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
สิ่งนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดการบริโภคเชิงประสบการณ์ของ Holbrook และ Hirschman ซึ่งอธิบายการบริโภคผ่านองค์ประกอบ 3F’s ได้แก่ Fun, Feel และ Fantasy หรือความสนุก ความรู้สึก และจินตนาการ
ลูกค้าไม่ได้ประเมินสิ่งที่ได้รับจากประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่ยังประเมินว่า สิ่งนั้นทำให้รู้สึกอย่างไร ช่วยให้จินตนาการถึงอะไร และทำให้เขามองตนเองหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นเปลี่ยนไปอย่างไร
การร่วมสร้างประสบการณ์จึงไม่ใช่การสร้าง “แพ็กเกจอารมณ์สำเร็จรูป” แล้วส่งมอบให้นักท่องเที่ยว แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวใช้ทรัพยากรของตนเองเข้ามาประกอบสร้างความหมายร่วมกับสิ่งที่พื้นที่และผู้ประกอบการเตรียมไว้
Service Economy ในฐานะน้ำตกชั้นบนสุด
เมื่อกลับมาพิจารณาแนวคิดน้ำตก 5 ชั้น เราจะเห็นว่า Service Economy ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มชื่อเศรษฐกิจอีกหนึ่งประเภทไว้ด้านบน แต่เป็นการกำหนด “หลักคิด” ให้กับน้ำตกทุกชั้น
Service Economy บอกเราว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดจากการนำความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
เมื่อทรัพยากรเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านปฏิสัมพันธ์ ก็เกิดการร่วมสร้างคุณค่าและนำไปสู่ Experience Economy
เมื่อประสบการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมผู้มาเยือนทุกประเภท ไม่ว่าจะเดินทางมาเรียน ทำงาน ประชุม รักษาพยาบาล เยี่ยมญาติ ซื้อสินค้า หรือเข้าร่วมกิจกรรม ก็ขยายไปสู่ Visitor Economy
เมื่อผู้มาเยือนใช้บริการที่พัก อาหาร การเดินทาง แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ ก็เชื่อมโยงเข้าสู่ Tourism Economy
และเมื่อรายได้ โอกาสทางธุรกิจ การจ้างงาน ความรู้ และศักยภาพในการจัดการกระจายไปถึงเกษตรกร ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และคนในพื้นที่ ก็จะช่วยเสริมสร้าง Local Economy
น้ำตกแต่ละชั้นจึงไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เป็นกระบวนการไหลของคุณค่าที่เริ่มจากการแลกเปลี่ยนความรู้และความสามารถ ผ่านการร่วมสร้างประสบการณ์ และกระจายผลประโยชน์กลับไปยังผู้คนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
นักการตลาดมีหน้าที่ "ชี้ทาง" ไม่ใช่ "กำหนดคุณค่าแทนลูกค้า"
ท้ายที่สุดแล้ว นักการตลาด ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐอาจต้องกลับมาทบทวนคำกริยาที่เราใช้ในการทำงาน
จากเดิมที่เราพูดว่า
“เราจะสร้างและส่งมอบคุณค่าอะไรให้แก่นักท่องเที่ยว”
อาจต้องเปลี่ยนเป็น
“เราจะนำเสนอทางเลือก จัดเตรียมทรัพยากร และสร้างเงื่อนไขอย่างไร เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องสามารถร่วมกันสร้างคุณค่าที่มีความหมายสำหรับตนเอง”
การเปลี่ยนจากคำว่า Deliver มาเป็น Offer, Facilitate และ Co-Create ดูเหมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนคำ แต่แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ
เพราะถ้าเราเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าเราสามารถกำหนดและส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้ทั้งหมด เราอาจกำลังติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก และยัดเยียดสิ่งที่เราคิดว่าดีให้แก่ลูกค้า
แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากการยอมรับว่า ลูกค้ามีความคิด มีประสบการณ์ มีทรัพยากร และรู้จักสถานการณ์ของตนเอง เราจะเปลี่ยนจากผู้ขายที่พยายามโน้มน้าว มาเป็นผู้ร่วมสร้างที่รับฟัง เข้าใจ นำเสนอทางเลือก และอำนวยความสะดวก
นี่คือแก่นของ Service Economy ที่ไม่ได้มองว่าลูกค้าเป็นปลายทางของการส่งมอบสินค้าและบริการ แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบการสร้างคุณค่า
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Visitor Economy ที่ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการเดินทาง แต่ต้องสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน และทุกภาคส่วน นำทรัพยากรของตนเองมาร่วมกันสร้างประสบการณ์ สร้างความหมาย และสร้างผลประโยชน์ที่กระจายไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
คุณค่าไม่ใช่สิ่งที่เราหยิบยื่นให้ใครได้ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างด้วยกัน
เกี่ยวกับผู้เขียน
รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์
รองอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองศาสตราจารย์สาขาการตลาดดิจิทัล สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เอกสารและบทความประกอบแนวคิด
- Vargo, S. L., & Lusch, R. F. (2004). Evolving to a New Dominant Logic for Marketing. Journal of Marketing, 68(1), 1–17.
- Pongsakornrungsilp, S. (2013). การตลาดยุคใหม่ ลูกค้าคือพระเจ้าอย่างแท้จริง!. Siwarit Valley: Academic Zone.
- Pongsakornrungsilp, S. (2009). Concept และ Context เรื่องที่ต้องมองแยกกัน...(หรือเปล่า). Siwarit Valley: Academic Zone

