จากบทความสองตอนที่ผ่านมา ผมได้พยายามอธิบายว่า การสร้างแบรนด์เมืองไม่ใช่เพียงการออกแบบโลโก้ การเลือกสี การตั้งคำขวัญ หรือการจัดทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่
หากมองในระดับเมือง แบรนด์ต้องทำหน้าที่มากกว่านั้น
แบรนด์เมืองต้องสามารถบอกได้ว่า เมืองกำลังจะเดินไปในทิศทางใด เมืองต้องการมีตำแหน่งแห่งที่อย่างไรในสายตาของประชาชน นักท่องเที่ยว นักลงทุน และคนภายนอก ตลอดจนต้องทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน สถาบันการศึกษา และประชาชนสามารถนำความหมายของแบรนด์ไปใช้กำหนดการดำเนินงานของตนเองได้
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ
เราควรใช้โมเดลใดในการสร้างแบรนด์เมือง
Douglas B. Holt ได้นำเสนอคำตอบที่น่าสนใจไว้ในหนังสือ How Brands Become Icons: The Principles of Cultural Branding ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2004 โดยเปรียบเทียบแนวคิดการสร้างแบรนด์ 4 รูปแบบ ได้แก่
- การสร้างแบรนด์แบบมุ่งส่วนแบ่งทางใจ (Mind-Share Branding)
- การสร้างแบรนด์เชิงอารมณ์ (Emotional Branding)
- การสร้างแบรนด์แบบไวรัล (Viral Branding)
- การสร้างแบรนด์เชิงวัฒนธรรม (Cultural Branding)
โมเดลทั้งสี่ไม่ได้หมายความว่าโมเดลหนึ่งถูกและอีกโมเดลหนึ่งผิด แต่แต่ละโมเดลมีสมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของแบรนด์ บทบาทของเจ้าของแบรนด์ บทบาทของผู้บริโภค และแหล่งที่มาของคุณค่าที่แตกต่างกัน
ในโมเดล Mind-Share แบรนด์คือชุดของความเชื่อมโยงเชิงนามธรรม เน้นตอกย้ำจุดเด่นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกิดการจดจำในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งถ้าเอามาพูดกันติดปาก แสดงว่าในมุมของลูกค้าแล้วได้ผลอย่างมาก เช่น คิดจะพักคิดถึง Kit Kat หรือถ้ายุคก่อน ใครทันห้ามถามอายุเลยครับกับจักรยานเฟสสัน (Pheasant) จักรยานยุคพัฒนา ควรค่าแก่การเลือกใช้ ทำให้บ้านไหนไม่มีจักรยานเฟสสันถือว่ายังไม่ทันสมัย หรือทุกหยดซ่าส์..โซดาสิงห์ เป็นต้น ในส่วนโมเดล Emotional แบรนด์คือคู่ความสัมพันธ์ การสร้างแบรนด์จึงเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ในโมเดล Viral แบรนด์คือหน่วยของการสื่อสารที่ถูกเผยแพร่ต่อ โดยเน้นการส่งข่าวสารไปยังผู้นำลูกค้าแต่ละกลุ่มเพื่อให้เกิดการกระจายข่าวสารต่อ ส่วนในโมเดล Cultural Branding แบรนด์เป็นทั้งผู้แสดงและพื้นที่ร่วมสร้างตำนานที่ช่วยตอบโจทย์ด้านอัตลักษณ์ของผู้คน หากพูดถึงประเด็นนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราชนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสและศักยภาพเนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีของจังหวัดนครศรีธรรมราช
อย่างไรก็ตาม ก่อนนำโมเดลเหล่านี้มาใช้กับการสร้างแบรนด์เมือง ต้องย้ำว่า Holt พัฒนากรอบดังกล่าวจากการศึกษาสินค้าและแบรนด์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ก้าวขึ้นมาเป็น Cultural Icon การนำมาอธิบาย City Branding ในบทความนี้จึงเป็นการประยุกต์ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดด้าน Place Branding ซึ่งมองว่าเมืองไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ของชีวิต อัตลักษณ์ ความทรงจำ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก
โมเดลที่ 1: Mind-Share Branding
การทำให้เมืองครอบครองพื้นที่หนึ่งในความคิดของผู้คน
Mind-Share Branding เป็นแนวทางการสร้างแบรนด์ที่คุ้นเคยมากที่สุดในวงการการตลาด
แนวคิดสำคัญคือ แบรนด์ต้องสามารถครอบครองคำ คุณสมบัติ หรือตำแหน่งบางอย่างในความคิดของกลุ่มเป้าหมาย เมื่อผู้บริโภคนึกถึงประเภทผลิตภัณฑ์หนึ่ง ก็ควรนึกถึงแบรนด์นั้นพร้อมกับคุณลักษณะที่แบรนด์ต้องการเป็นเจ้าของ เช่น การนึกถึง Google เมื่อต้องการค้นหาข้อมูล หรือนึกถึง MacBook เมื่อต้องการโน้ตบุ๊ก หรือ Red Bull ที่ครองพื้นที่ทางความคิดในกลุ่มกีฬาผาดโผนและพลังงานความตื่นตัว ผ่านการทำคอนเทนต์และกิจกรรมที่ยึดโยงกับไลฟ์สไตล์นี้โดยตรง
ภายใต้โมเดลนี้ แบรนด์ถูกมองว่าเป็น “ชุดของความเชื่อมโยงเชิงนามธรรม” หรือ a set of abstract associations ส่วนการสร้างแบรนด์คือการทำให้แบรนด์สามารถครอบครองความเชื่อมโยงเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ
คำศัพท์ที่มักพบภายใต้แนวคิดนี้ ได้แก่
- Brand essence
- Brand DNA
- Core benefit
- Unique selling proposition
- Brand positioning
- Brand associations
หัวใจของ Mind-Share Branding คือความชัดเจนและความสม่ำเสมอ
เจ้าของแบรนด์ต้องกำหนดว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงไหน แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร และต้องสื่อสารความหมายเดิมซ้ำ ๆ ผ่านทุกจุดสัมผัส จนผู้บริโภคสามารถจดจำและเชื่อมโยงแบรนด์กับคุณสมบัตินั้นได้
หากนำแนวคิดนี้มาใช้กับเมือง เมืองอาจพยายามกำหนดตำแหน่งของตนเองว่าเป็น
- เมืองแห่งการศึกษา
- เมืองแห่งสุขภาพ
- เมืองแห่งศิลปะ
- เมืองแห่งกาแฟ
- เมืองแห่งการประชุม
- เมืองอัจฉริยะ
- เมืองท่องเที่ยวสีเขียว
- เมืองแห่งศรัทธา
ข้อดีของโมเดลนี้คือ ทำให้การสื่อสารมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และช่วยลดความซับซ้อนในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน หรือผู้ที่กำลังพิจารณาเข้ามาอยู่อาศัย
ตัวอย่างเช่น หากจังหวัดหนึ่งสามารถครอบครองความหมายของคำว่า “เมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ได้อย่างชัดเจน เมื่อผู้คนต้องการเดินทางเพื่อพักฟื้น ดูแลสุขภาพ หรือแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จังหวัดนั้นก็อาจเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่ผู้คนนึกถึง
อย่างไรก็ตาม Mind-Share Branding มีข้อจำกัดเมื่อนำมาใช้กับเมือง โดยส่วนตัวเหมาะกับการสร้างแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว หรือ Tourism Product มากกว่ามิติของเมืองท่องเที่ยว
เมืองหนึ่งเมืองมีความซับซ้อนเกินกว่าจะถูกลดทอนให้เหลือเพียงคำเดียว เมืองไม่ได้มีลูกค้ากลุ่มเดียว แต่มีทั้งประชาชน นักท่องเที่ยว นักลงทุน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่ หน่วยงานรัฐ และชุมชนที่มีความต้องการแตกต่างกัน
หากเมืองพยายามครอบครองคำใดคำหนึ่งมากเกินไป อัตลักษณ์ด้านอื่นอาจถูกบดบัง หรือประชาชนบางกลุ่มอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์นั้น
ตัวอย่างเช่น หากเมืองประกาศตนเองว่าเป็น “เมืองพรีเมียม” ผู้ประกอบการรายใหญ่และธุรกิจหรูอาจเห็นโอกาส แต่ร้านอาหารพื้นบ้าน ชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็กอาจตั้งคำถามว่า พวกเขาจะมีตำแหน่งอยู่ตรงไหนภายใต้แบรนด์นี้
นี่คือบทเรียนที่ผมเคยพบจากกระบวนการสร้างแบรนด์กระบี่ เมื่อคำว่า Krabi Premium สร้างความรู้สึกว่าคนบางกลุ่มอาจถูกกันออกจากแบรนด์ ในขณะที่แนวคิด Krabi Experience สามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและชุมชนหลายประเภทเข้ามาร่วมสร้างความหมายได้มากกว่า
ดังนั้น Mind-Share Branding เหมาะกับการกำหนดจุดยืนบางด้านของเมือง แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นกรอบเดียวในการสร้างแบรนด์เมืองทั้งหมด
โมเดลที่ 2: Emotional Branding
การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับเมือง
Emotional Branding มองว่า ผู้คนไม่ได้เลือกแบรนด์จากเหตุผลหรือประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเลือกจากความรู้สึก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น Coca-Cola กระตุ้นความรู้สึก "ความสุข (Happiness) และมิตรภาพ" ผ่านแคมเปญ "Share a Coke" ที่ชวนคนมาส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนใกล้ชิด ขณะที่ Nike ปลุกเร้าความรู้สึก การเอาชนะขีดจำกัดตัวเอง (Empowerment) เปลี่ยนสินค้ากีฬาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามและแรงผลักดัน หรือ Apple สร้างความรู้สึก ความภาคภูมิใจและความเป็นตัวของตัวเอง (Belonging & Status) ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองเป็นนักสร้างสรรค์และผู้เปลี่ยนแปลงโลก
ภายใต้โมเดลนี้ แบรนด์ถูกมองเสมือน “คู่ความสัมพันธ์” หรือ relationship partner ส่วนการสร้างแบรนด์คือการสร้างปฏิสัมพันธ์และพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้บริโภค
คำสำคัญที่มักเกี่ยวข้องกับ Emotional Branding ได้แก่
- Brand personality
- Brand relationship
- Experiential branding
- Sensory branding
- Customer experience
- Brand love
- Experience economy
หากนำมาประยุกต์ใช้กับเมือง การสร้างแบรนด์จะเน้นความรู้สึกที่ผู้คนได้รับเมื่อเดินทางมาถึง เช่น
- ความอบอุ่น
- ความโรแมนติก
- ความสนุกสนาน
- ความสงบ
- ความตื่นเต้น
- ความเป็นมิตร
- ความผ่อนคลาย
- ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน
ตัวอย่างเช่น เมืองชายทะเลอาจออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนรู้สึกสงบ เป็นส่วนตัว และได้พักจากความเร่งรีบ ขณะที่เมืองแห่งเทศกาลอาจสร้างความรู้สึกสนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์
การออกแบบเมืองภายใต้ Emotional Branding ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การโฆษณา แต่รวมถึงภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม การต้อนรับ กลิ่น เสียง อาหาร การบริการ กิจกรรม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนในพื้นที่
กรณี Krabi Experience ซึ่งประกอบด้วย Peace, Romantic และ Relax เป็นตัวอย่างของการสกัดคุณลักษณะเชิงอารมณ์จากประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ก่อนพัฒนาไปสู่แนวคิด Krabi: Your Real Paradise Experience
Emotional Branding จึงมีประโยชน์อย่างมากกับ Destination Branding เพราะการท่องเที่ยวเป็นบริการที่ผู้บริโภคไม่สามารถทดลองได้ล่วงหน้า นักท่องเที่ยวจึงตัดสินใจจากจินตภาพ ความคาดหวัง และความรู้สึกที่มีต่อจุดหมายปลายทาง
อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์เมืองด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียวก็มีข้อจำกัด
ประการแรก อารมณ์ที่สวยงามอาจไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชน เมืองอาจโฆษณาว่าอบอุ่น เป็นมิตร และน่าอยู่ แต่ประชาชนอาจกำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ การจราจร สิ่งแวดล้อม หรือบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ
ประการที่สอง อารมณ์บางประเภทอาจเหมาะกับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ตอบโจทย์นักลงทุน ประชาชน หรือคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสในการทำงานและคุณภาพชีวิต
ประการที่สาม Emotional Branding อาจทำให้เมืองถูกสร้างเป็นฉากหรือประสบการณ์เพื่อการบริโภค โดยละเลยความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์และความหมายที่คนในพื้นที่ยึดถือ
ดังนั้น Emotional Branding เหมาะสำหรับออกแบบประสบการณ์ของเมือง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดทิศทางของเมืองทั้งหมด
โมเดลที่ 3: Viral Branding
เมื่อผู้คนกลายเป็นผู้เผยแพร่เรื่องราวของเมือง
Viral Branding ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า แบรนด์ที่มีพลังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการโฆษณาจากเจ้าของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถแพร่กระจายผ่านผู้บริโภค กลุ่มผู้นำทางความคิด ชุมชนย่อย และเครือข่ายสังคม
ภายใต้โมเดลนี้ แบรนด์ถูกมองเป็น “หน่วยของการสื่อสาร” ส่วนการสร้างแบรนด์คือการทำให้ข้อความ เรื่องราว หรือสัญลักษณ์ของแบรนด์สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
คำสำคัญของ Viral Branding ได้แก่
- Buzz
- Meme
- Seeding
- Contagion
- Word of mouth
- Grassroots diffusion
- Cool hunting
- Influencer or lead-user advocacy
เจ้าของแบรนด์อาจไม่ได้ปรากฏตัวเป็นผู้พูดโดยตรง แต่ทำหน้าที่ออกแบบเงื่อนไข สร้างเนื้อหา หรือเลือกกลุ่มคนที่มีอิทธิพลให้เป็นผู้เผยแพร่เรื่องราว
หากนำมาใช้กับเมือง เมืองอาจออกแบบกิจกรรม ภาพ สัญลักษณ์ เทศกาล หรือประสบการณ์ที่ทำให้ผู้มาเยือนอยากถ่ายภาพ แชร์ต่อ และชักชวนผู้อื่นให้เดินทางมา
ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
- จุดถ่ายภาพที่มีเอกลักษณ์
- เทศกาลหรือกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วม
- อาหารท้องถิ่นที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น
- เรื่องราวของบุคคลหรือชุมชนที่สร้างแรงบันดาลใจ
- แฮชแท็กประจำเมือง
- Challenge บนสื่อสังคมออนไลน์
- มาสคอตที่ผู้คนนำไปสร้างเนื้อหาต่อ
- คลิปสั้นที่ทำให้สถานที่หนึ่งเป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว
ข้อดีของ Viral Branding คือสามารถสร้างการรับรู้ได้รวดเร็ว ใช้งบประมาณน้อยกว่าการซื้อสื่อขนาดใหญ่ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือประชาชนเป็นผู้สื่อสารแบรนด์แทนเมือง
แนวทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ผมเคยเปรียบเทียบไว้ว่า ผู้บริหารแบรนด์ควร “ทำตัวเหมือนฆ้อง” กล่าวคือ ไม่ควรตีฆ้องเองตลอดเวลา แต่ต้องสร้างฆ้องที่ดีและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเป็นผู้ตี เพื่อให้นักท่องเที่ยว สื่อมวลชน ผู้ประกอบการ และประชาชนเป็นผู้เล่าเรื่องเมืองแทนเรา
อย่างไรก็ตาม Viral Branding มีจุดอ่อนสำคัญ คือ เมืองอาจได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างความหมายที่ลึกซึ้งหรือยั่งยืนได้
สิ่งที่เป็นกระแสในวันนี้อาจถูกแทนที่ด้วยกระแสใหม่ในวันพรุ่งนี้ เมืองอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาถ่ายภาพตามกระแส แต่ไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจวัฒนธรรม ไม่สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และไม่ได้กระจายรายได้อย่างเหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น เมืองควบคุมการสื่อสารแบบไวรัลได้ยาก เนื้อหาที่เผยแพร่ต่ออาจไม่ตรงกับตัวตนของเมือง หรืออาจทำให้สถานที่และประเพณีบางอย่างถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งที่ใช้เพื่อความบันเทิง
ดังนั้น Viral Branding เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีพลัง แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นรากฐานหลักในการกำหนดอัตลักษณ์ของเมือง
โมเดลที่ 4: Cultural Branding
การสร้างเมืองให้เป็นพื้นที่ของเรื่องราว อัตลักษณ์ และความหมายร่วม
Cultural Branding แตกต่างจากสามโมเดลแรกอย่างมีนัยสำคัญ
Holt มองว่า แบรนด์ที่กลายเป็น Cultural Icon ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีคุณสมบัติเด่น มีบุคลิกน่ารัก สร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือเป็นกระแสในสังคม แต่ประสบความสำเร็จเพราะแบรนด์สามารถเข้าไปมีบทบาทในวัฒนธรรม และช่วยให้ผู้คนจัดการกับความขัดแย้งหรือความตึงเครียดด้านอัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
แบรนด์ในโมเดลนี้จึงเป็นทั้ง “ผู้แสดง” และ “ภาชนะบรรจุ” ตำนานด้านอัตลักษณ์ หรือ identity myth
ตำนานในความหมายของ Holt ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ไม่เป็นความจริง แต่หมายถึงเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ผู้คนทำความเข้าใจตนเอง สังคม และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเผชิญ
Holt อธิบายว่า Cultural Branding ต้องให้ความสำคัญกับอย่างน้อยสามองค์ประกอบ ได้แก่
- อุดมการณ์ที่สังคมหรือประเทศยึดถือ
- ความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นระหว่างอุดมคติกับชีวิตจริง
- โลกของผู้คน ชุมชน หรือวัฒนธรรมย่อยที่สามารถเป็นแหล่งกำเนิดเรื่องราวที่มีความน่าเชื่อถือ
องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏอยู่ในไฟล์ต้นแบบในรูปของ National Ideology, Cultural Contradictions และ Populist World โดยเน้นว่า การสร้างตำนานของแบรนด์ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการขายประโยชน์ใช้สอย การกระตุ้นอารมณ์ หรือการเลือกบุคคลมีชื่อเสียงมาเป็นผู้นำเสนอเท่านั้น แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์และการสั่งสมความหมายในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น สังคมอาจมีอุดมคติว่าความเจริญต้องมาจากความทันสมัยและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกลับรู้สึกสูญเสียรากเหง้า ชุมชน และความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เมืองที่สามารถนำเสนอเส้นทางการพัฒนาที่ผสมผสานความทันสมัยกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ อาจกลายเป็นตัวแทนของคำตอบต่อความขัดแย้งดังกล่าว
หรือในอีกกรณีหนึ่ง สังคมอาจส่งเสริมการแข่งขัน ความรวดเร็ว และความสำเร็จทางวัตถุ ขณะที่ผู้คนจำนวนมากกำลังค้นหาความสงบ ความหมายของชีวิต และความสัมพันธ์ที่แท้จริง เมืองที่สามารถสร้างพื้นที่และเรื่องราวให้ผู้คนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ศรัทธา ชุมชน และตนเอง อาจมีพลังมากกว่าการประกาศว่าเป็นเพียง “เมืองสงบ” หรือ “เมืองน่าเที่ยว”
ความแตกต่างสำคัญคือ Cultural Branding ไม่ได้ถามเพียงว่า
เมืองมีอะไร
แต่ถามว่า
เรื่องราวของเมืองช่วยให้ผู้คนเข้าใจตนเองและโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การประยุกต์ Cultural Branding กับเมืองนครศรีธรรมราช
หากนำ Cultural Branding มาใช้กับการสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช เราไม่ควรหยุดอยู่ที่การรวบรวมจุดเด่นว่า จังหวัดมีพระบรมธาตุ มีประวัติศาสตร์ มีธรรมชาติ มีอาหาร มีศิลปะการแสดง หรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบ้าง
สิ่งเหล่านั้นคือทุนทางวัฒนธรรม แต่ยังไม่ใช่แบรนด์เมือง
โจทย์ที่สำคัญกว่าคือ เราจะเชื่อมโยงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องเล่าร่วมของเมืองได้อย่างไร และเรื่องเล่านั้นจะช่วยตอบคำถามหรือความขัดแย้งอะไรของผู้คนในสังคมปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น ในโลกที่ผู้คนกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ความเร่งรีบ ความโดดเดี่ยว และความสัมพันธ์ที่เปราะบาง นครศรีธรรมราชอาจมีศักยภาพในการนำเสนอเรื่องราวของเมืองที่ผู้คนยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมโยงศรัทธากับการดำเนินชีวิต และเชื่อมโยงความจริงจังของคนนครกับความจริงใจในการต้อนรับผู้มาเยือน
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารในฐานะแหล่งมรดกโลกจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงภาพสำหรับการประชาสัมพันธ์ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่อธิบายว่า เพราะเหตุใดนครศรีธรรมราชจึงสามารถรักษาความต่อเนื่องทางศรัทธา ประเพณี และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่มาได้ยาวนาน
ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานเทศกาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เป็น Brand Ritual หรือธรรมเนียมปฏิบัติของแบรนด์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้มีศรัทธา และผู้มาเยือนร่วมกันสร้างความหมาย
อาหารพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงสิ่งที่รับประทานแล้วอร่อย แต่เป็นเรื่องเล่าของภูมิประเทศ ทรัพยากร การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่
หนังตะลุง มโนราห์ งานหัตถกรรม ภาษา และสำเนียงท้องถิ่น ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ควรทำหน้าที่เป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่ช่วยบอกเล่าบุคลิกและโลกทัศน์ของผู้คน
ภายใต้แนวทางนี้ ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับแบรนด์ที่หน่วยงานรัฐสร้างขึ้น แต่เป็น Brand Co-Creator ซึ่งร่วมสร้าง ตีความ ปรับใช้ และถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองผ่านชีวิตประจำวัน แนวคิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในไฟล์ต้นแบบเช่นกัน โดยให้ความสำคัญกับ Brand Ritual การใช้แบรนด์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง และการเกิดชุมชนที่มีความผูกพันกับแบรนด์
เหตุใด Cultural Branding จึงเหมาะกับการสร้างแบรนด์เมือง
เมื่อเปรียบเทียบโมเดลทั้งสี่ ผมเห็นว่า Cultural Branding มีความเหมาะสมกับการสร้างแบรนด์เมืองมากที่สุด ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 7 ประการ
1. เมืองเป็นพื้นที่ของอัตลักษณ์ ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์
ผู้คนไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเมืองในฐานะลูกค้าเท่านั้น แต่เมืองเป็นบ้าน บ้านเกิด พื้นที่แห่งความทรงจำ แหล่งทำมาหากิน และส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล
Holt ระบุว่า Cultural Branding เหมาะกับสินค้าหรือบริบทที่เกี่ยวข้องกับ identity categories ขณะที่ Mind-Share เหมาะกับผลิตภัณฑ์เชิงหน้าที่ Emotional Branding เหมาะกับบริการและสินค้าที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ ส่วน Viral Branding เหมาะกับแฟชั่นหรือเทคโนโลยีใหม่
เมื่อเมืองเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามว่า “เราเป็นใคร” Cultural Branding จึงมีฐานคิดที่สอดคล้องมากกว่าโมเดลอื่น
2. เมืองมีประวัติศาสตร์ ตำนาน และความทรงจำสะสมอยู่แล้ว
แบรนด์สินค้าอาจต้องสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ แต่เมืองมีเรื่องราวสะสมอยู่ในสถานที่ บุคคล เหตุการณ์ ประเพณี และความทรงจำของผู้คนอยู่แล้ว
หน้าที่ของการสร้างแบรนด์เมืองจึงไม่ใช่การแต่งเรื่อง แต่คือการค้นหา สังเคราะห์ และเชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านั้นให้ตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย โดยไม่บิดเบือนหรือทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นเพียงเครื่องมือโฆษณา
3. แบรนด์เมืองต้องรองรับความหลากหลาย
เมืองหนึ่งเมืองมีทั้งศาสนา วัฒนธรรม อาชีพ ชุมชน รุ่นอายุ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
Mind-Share Branding มีแนวโน้มลดทอนความหลากหลายให้เหลือความหมายหลักเพียงไม่กี่คำ ขณะที่ Cultural Branding สามารถทำหน้าที่เป็น “ร่ม” ที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวย่อยหลายเรื่องเชื่อมโยงกับตำนานหรือแก่นกลางร่วมกันได้
ภายใต้แบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช ธรรมะ ธรรมชาติ อาหาร ศิลปะ ทะเล ภูเขา เกษตรกรรม และชุมชน ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าอะไรสำคัญที่สุด แต่สามารถร่วมกันอธิบายเรื่องราวที่ใหญ่กว่าของเมืองได้
4. เมืองไม่สามารถควบคุมแบรนด์ได้โดยเจ้าของคนเดียว
เมืองไม่มีเจ้าของแบรนด์เพียงรายเดียว ความหมายของเมืองเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว สื่อ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก
วรรณกรรมด้าน Place Branding สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า แบรนด์สถานที่ไม่ได้ถูกสร้างและควบคุมโดยผู้บริหารเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ การสนทนา และการร่วมสร้างความหมายระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การมีส่วนร่วมจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมประกอบ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมและความเป็นเจ้าของแบรนด์เมือง (Kavaratzis, 2012; Kavaratzis & Hatch, 2013)
5. เมืองต้องเผชิญความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการพัฒนา
เมืองจำนวนมากต้องเผชิญความขัดแย้งระหว่าง
- การอนุรักษ์กับการพัฒนา
- ความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นสากล
- การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน
- การเติบโตทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม
- เมืองเก่ากับเมืองใหม่
- คนรุ่นเดิมกับคนรุ่นใหม่
- การสร้างรายได้กับการรักษาความศักดิ์สิทธิ์
Cultural Branding ไม่ได้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเหล่านี้ แต่ใช้ความขัดแย้งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเรื่องราวและทิศทางของเมือง
ตัวอย่างเช่น เมืองมรดกโลกไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์กับการมีชีวิต แต่สามารถสร้างตำนานร่วมของ “มรดกที่มีชีวิต” ซึ่งประชาชนยังคงใช้พื้นที่ สืบทอดประเพณี สร้างเศรษฐกิจ และดูแลคุณค่าของเมืองไปพร้อมกัน
6. Cultural Branding สนับสนุนการสร้างแบรนด์ระยะยาว
กระแสไวรัลอาจเกิดขึ้นและหายไป อารมณ์อาจถูกเลียนแบบได้ และตำแหน่งทางการตลาดอาจถูกคู่แข่งแย่งชิง
แต่วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความหมายที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ไม่สามารถเลียนแบบได้โดยง่าย
เมืองอื่นอาจสร้างแคมเปญคล้ายกัน ใช้คำขวัญใกล้เคียงกัน หรือออกแบบจุดถ่ายภาพเหมือนกัน แต่ไม่สามารถจำลองประวัติศาสตร์ ความทรงจำ สำเนียง อาหาร พิธีกรรม และความสัมพันธ์ของผู้คนที่ก่อตัวขึ้นในสถานที่หนึ่งเป็นเวลาหลายร้อยปีได้
7. Cultural Branding ทำให้แบรนด์กลายเป็นเข็มทิศของเมือง
จุดหมายสูงสุดของการสร้างแบรนด์เมืองไม่ใช่การมีชื่อเสียงหรือมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำให้แบรนด์เป็นหลักในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน
หากแบรนด์เมืองให้ความสำคัญกับ “มรดกที่มีชีวิต” เมืองต้องพิจารณาว่า
- การวางผังเมืองสนับสนุนมรดกหรือไม่
- ระบบคมนาคมทำลายหรือเชื่อมโยงพื้นที่ประวัติศาสตร์
- ธุรกิจท่องเที่ยวเคารพชุมชนหรือไม่
- เยาวชนได้รับการถ่ายทอดความรู้หรือไม่
- รายได้กระจายสู่ผู้ดูแลวัฒนธรรมหรือไม่
- การออกแบบพื้นที่สาธารณะสะท้อนตัวตนเมืองหรือไม่
- การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อยอดทุนวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมหรือไม่
นี่คือจุดที่ City Branding เชื่อมโยงกับการบริหารเมือง เพราะแบรนด์ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เมืองพูด แต่คือสิ่งที่เมืองเลือกทำอย่างต่อเนื่อง
นักวิชาการด้าน City Branding เตือนว่า การนำแนวคิดแบรนด์สินค้ามาใช้กับเมืองอย่างตรงไปตรงมาอาจทำให้เมืองถูกลดทอนเหลือเพียงภาพลักษณ์หรือเครื่องมือส่งเสริมการตลาด ทั้งที่การสร้างแบรนด์เมืองควรเชื่อมโยงกับการวางแผน การจัดการเมือง และชื่อเสียงที่เกิดจากการกระทำจริงของเมือง (Kavaratzis & Ashworth, 2005)
Cultural Branding โมเดลการสร้างแบรนด์ที่เน้นความหลากหลาย
แม้ผมจะเห็นว่า Cultural Branding เหมาะสมที่สุดในฐานะกรอบหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่า Mind-Share, Emotional หรือ Viral Branding ไม่มีความสำคัญ ผมกลับมองว่า Cultural Branding จำเป็นต้องอาศัย Mind-Share, Emotional หรือ Viral Branding ในการสร้างตำนาน ธรรมเนียมปฏิบัติ ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ หลักการของ Cultural Branding มีหลัก ๆ คือ การร่วมสร้างแบรนด์ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทุกบทบาทมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างแบรนด์ของเมือง
ในทางปฏิบัติ เมืองสามารถใช้ทั้งสี่โมเดลร่วมกันได้ โดยมี Cultural Branding เป็นแกนกลาง
Cultural Branding ใช้กำหนดเรื่องราว อัตลักษณ์ คุณค่า และทิศทางของเมือง
Mind-Share Branding ใช้สกัดตำแหน่งและข้อความสำคัญให้คนภายนอกเข้าใจเมืองได้ง่ายขึ้น
Emotional Branding ใช้ออกแบบประสบการณ์และความรู้สึกที่ประชาชนกับผู้มาเยือนจะได้รับ
Viral Branding ใช้ขยายการรับรู้และเปิดโอกาสให้ผู้คนช่วยกันเผยแพร่เรื่องราวของเมือง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือCultural Branding เป็น “ราก”
Mind-Share Branding เป็น “ตำแหน่ง”
Emotional Branding เป็น “ประสบการณ์”
และ Viral Branding เป็น “การแพร่กระจาย”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้เครื่องมือปลายทางมาแทนรากฐานของแบรนด์
หากเริ่มจาก Viral Branding เราอาจได้กระแส แต่ไม่มีตัวตน
หากเริ่มจาก Emotional Branding เราอาจได้ความรู้สึก แต่ไม่มีทิศทาง
หากเริ่มจาก Mind-Share Branding เราอาจได้คำที่ชัดเจน แต่ไม่ครอบคลุมความหลากหลาย
แต่หากเริ่มจาก Cultural Branding เราจะมีโอกาสค้นพบว่า เมืองเป็นใคร ยืนอยู่ตรงไหน และจะใช้เรื่องราวของตนเองตอบคำถามของโลกปัจจุบันอย่างไร
จากโมเดลสู่การลงมือสร้างแบรนด์เมือง
กระบวนการสร้างแบรนด์เมืองภายใต้ Cultural Branding จึงควรเริ่มจากคำถามสำคัญ ได้แก่
- เมืองมีทุนทางวัฒนธรรมอะไร
- เรื่องราวใดมีความหมายต่อผู้คน
- เมืองกำลังเผชิญความขัดแย้งอะไร
- คนรุ่นใหม่มองเมืองอย่างไร
- คนภายนอกรับรู้เมืองแตกต่างจากคนภายในอย่างไร
- ผู้คนใช้เมืองเพื่อบอกว่าตัวเองเป็นใคร
- พิธีกรรมและธรรมเนียมใดทำให้ผู้คนมีส่วนร่วม
- และเรื่องราวใดสามารถเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันได้
ผมได้ต่อยอดแนวคิดของ Holt (2004) Schroeder (2009) เพื่อพัฒนาโมเดล BRAND CULTURE โดยส่วนของ CULTURE ประกอบด้วย Capital, Unique, Legend and Myth, Traditions and Rituals, Umbrella, Reputation และ Experience กล่าวคือ ต้องเริ่มจากทุนและศักยภาพ สกัดความเป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงตำนานและเรื่องเล่า ทำความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ สร้างร่มที่ครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ พิจารณาชื่อเสียงที่ผู้คนกล่าวถึง และออกแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับการสร้างแบรนด์เมือง องค์ประกอบเหล่านี้ต้องไม่ได้มาจากนักการตลาดหรือผู้บริหารเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเกิดจากกระบวนการสร้างคุณค่าร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เพราะท้ายที่สุด เมืองไม่สามารถประกาศตนเองให้เป็น Cultural Icon ได้
ผู้คนต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสินว่า เรื่องราวของเมืองมีความหมายเพียงพอที่จะถูกจดจำ ถ่ายทอด และนำไปเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของพวกเขาหรือไม่
บทสรุป: เมืองที่มีเรื่องราว กับเมืองที่เล่าเรื่องเป็น
แทบทุกเมืองมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ บุคคลสำคัญ และเรื่องราวที่น่าสนใจ
แต่การมีเรื่องราวไม่ได้หมายความว่า เมืองจะสามารถสร้างแบรนด์ที่มีพลังได้โดยอัตโนมัติ
ความท้าทายคือ เมืองจะเลือกและเชื่อมโยงเรื่องราวอย่างไร จะเปิดโอกาสให้ใครเป็นผู้เล่า และจะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเชื่อมโยงกับปัญหา ความหวัง และอัตลักษณ์ของผู้คนในปัจจุบันอย่างไร
Mind-Share Branding อาจช่วยให้ผู้คนจำเมืองได้
Emotional Branding อาจช่วยให้ผู้คนรู้สึกดีกับเมือง
Viral Branding อาจช่วยให้ผู้คนพูดถึงเมือง
แต่ Cultural Branding จะช่วยให้เมืองมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน
และเมื่อเมืองมีความหมาย ผู้คนจะไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อถ่ายภาพ
แต่จะเดินทางมาเพื่อเรียนรู้
เพื่อมีส่วนร่วม
เพื่อค้นหาบางสิ่งเกี่ยวกับตนเอง
และอาจนำเรื่องราวของเมืองกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
นี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่า Cultural Branding ไม่ใช่เพียงทางเลือกหนึ่งในการสร้างแบรนด์เมือง
แต่ควรเป็นฐานคิดสำคัญของการสร้างแบรนด์เมืองที่ต้องการเติบโตอย่างมีตัวตน มีความหมาย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เกี่ยวกับผู้เขียน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองศาสตราจารย์สาขาการตลาดดิจิทัล สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Email: psiwarit@gmail.com Profile: https://rps.wu.ac.th/researchersInfo/00000043









