Sunday, 2 August 2026

ว่าด้วยการสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช ตอนที่ 2: จากบทเรียนกระบี่สู่เมืองมรดกโลก—สร้างแบรนด์อย่างไรโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากตอนที่แล้ว ผมได้ชวนคิดว่า การสร้างแบรนด์เมืองไม่ใช่การออกแบบโลโก้ ตั้งคำขวัญ หรือประชาสัมพันธ์จุดเด่นของเมืองเท่านั้น

แบรนด์เมืองคือการกำหนดทิศทางที่ผู้คนและองค์กรต่าง ๆ จะใช้ร่วมกันในการตัดสินใจว่า เมืองควรเติบโตไปทางใด

ในตอนนี้ ผมอยากนำประสบการณ์จากการมีส่วนร่วมสร้างแบรนด์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวจังหวัดกระบี่ มาเป็นบทเรียนสำหรับนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในจังหวะที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 9 ของประเทศไทยและเป็นแห่งแรกของภาคใต้

ถอดบทเรียนจากการสร้างแบรนด์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวจังหวัดกระบี่

การสร้างแบรนด์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวจังหวัดกระบี่มีจุดเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจังหวัด ภาคธุรกิจ สมาคมการท่องเที่ยว ชุมชน และเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก

ในช่วงที่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้าไปทำงาน เราต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจว่า การสร้างแบรนด์ไม่ใช่การคิดคำโฆษณาที่ฟังดูดี แต่เป็นการค้นหาประสบการณ์และความหมายที่ทำให้กระบี่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น

จากกระบวนการทำงานร่วมกัน เราได้ข้อสรุปในช่วงแรกว่า แก่นของแบรนด์กระบี่คือ

Krabi Experience

หรือ “ประสบการณ์แบบกระบี่” ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

นักท่องเที่ยวอาจพบทะเล ชายหาด และเกาะได้ในหลายจังหวัด แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบี่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยความสงบ ความโรแมนติก และการพักผ่อน หรือ Peace, Romantic and Relax

สิ่งที่สำคัญคือ Krabi Experience ไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย แต่เป็นเพียงก้าวแรก

หลังจากค้นพบอัตลักษณ์แบรนด์แล้ว ยังต้องอาศัยกระบวนการสร้างแบรนด์ภายใน หรือ Internal Branding เพื่อทำให้คนในพื้นที่เข้าใจและสามารถนำแบรนด์ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

โรงแรมต้องตีความ Krabi Experience ผ่านการบริการ
ร้านอาหารต้องนำเสนอผ่านอาหารและบรรยากาศ
ชุมชนต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ท้องถิ่น
หน่วยงานรัฐต้องออกแบบโครงการและพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกัน
ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสได้ว่า ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นมีความเป็นกระบี่จริง ๆ

แบรนด์จึงไม่ได้มีชีวิตอยู่ในคู่มือ แต่มีชีวิตอยู่ในการกระทำของผู้คน

เมื่อ Krabi Experience ถูกแทนที่ด้วย Krabi Premium

ต่อมา มีการเสนอให้ใช้คำว่า “Krabi Premium” โดยมองว่ากระบี่ควรวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม เนื่องจากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและสแกนดิเนเวียที่พักนานและมีกำลังใช้จ่ายสูง

ในเชิงการตลาด ความคิดนี้อาจดูมีเหตุผล

แต่ในมิติของแบรนด์เมือง คำว่า Premium กลับสร้างคำถามทันทีว่า

ใครคือคนที่อยู่ในแบรนด์นี้
ใครสามารถเรียกตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบี่พรีเมียม
และผู้ประกอบการรายเล็ก ชุมชน ร้านอาหารพื้นบ้าน หรือประชาชนทั่วไปจะมีพื้นที่อยู่ตรงไหน

ผมจำได้ว่า ในเวทีหนึ่งที่เกาะพีพี มีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ผู้เข้าร่วมบางส่วนมองว่า Krabi Premium เป็นแบรนด์ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และคนที่มีฐานะ เพราะคำว่า Premium สื่อถึงราคา ความหรูหรา และการคัดเลือกกลุ่มลูกค้า

ผู้ประกอบการหรือชุมชนบางกลุ่มจึงรู้สึกว่า หากเมืองเดินไปในทิศทางนี้ พวกเขาอาจถูกกันออกจากแบรนด์โดยปริยาย

เหตุการณ์ดังกล่าวให้บทเรียนสำคัญว่า คำที่ดูดีในมุมของนักการตลาด อาจสร้างความรู้สึกแบ่งแยกในมุมของคนในเมืองได้

การสร้างแบรนด์เมืองจึงต้องพิจารณามากกว่าความสามารถในการดึงดูดลูกค้า แต่ต้องถามด้วยว่า แบรนด์นั้นเปิดพื้นที่ให้ใครบ้าง และกำลังทำให้ใครรู้สึกว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเมือง

กรณี Krabi Premium ในต้นฉบับจึงถูกใช้เป็นตัวอย่างเตือนว่า การสร้างแบรนด์เชิงอารมณ์ด้วยคำขยายเพียงคำเดียว อาจเหมาะกับสินค้า บริการ หรือแหล่งท่องเที่ยวบางประเภท แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับเมืองที่มีผู้คนและผลประโยชน์หลากหลาย

แบรนด์เมืองต้องเป็นร่ม ไม่ใช่กำแพง
ผมมองว่าแบรนด์เมืองควรทำหน้าที่เสมือน “ร่ม” ที่ทำให้ผู้คนและกิจกรรมหลายประเภทสามารถอยู่ร่วมกันได้

แบรนด์เมืองไม่ควรทำหน้าที่เสมือนกำแพงที่แบ่งว่าใครอยู่ข้างในและใครอยู่ข้างนอก

ต่อมา แบรนด์กระบี่ได้รับการพัฒนาเป็น

Krabi: Your Real Paradise Experience

คำสำคัญคือคำว่า “Real”

Real ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตัดสินว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จ แต่หมายถึงความจริงใจ ความเป็นตัวตน และการนำเสนอประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อย่างแท้จริง

คำนี้เปิดโอกาสให้โรงแรมหรูอยู่ภายใต้แบรนด์ได้
ชุมชนท่องเที่ยวก็อยู่ได้
ร้านอาหารพื้นบ้านก็อยู่ได้
ทะเล เกาะ ป่า วัฒนธรรม และวิถีชีวิตก็สามารถเชื่อมโยงอยู่ภายใต้เรื่องเดียวกันได้

สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ คำขยายแบรนด์อาจมีความจำเป็น แต่ไม่ควรเป็นเพียงคำคุณศัพท์ที่กำหนดเมืองไปในทิศทางแคบ ๆ

แบรนด์เมืองที่ดีควรเป็นวลีหรือเรื่องเล่าที่เปิดโอกาสให้ผู้คนหลายกลุ่มสามารถตีความและสร้างประสบการณ์ของตนเองได้ โดยยังรักษาแก่นกลางร่วมกัน

นครศรีธรรมราชควรเริ่มจาก "ปัญญาของแบรนด์"

เมื่อกลับมามองนครศรีธรรมราช ผมคิดว่าก่อนถามว่าเมืองมีอะไรโดดเด่น เราควรถามก่อนว่า

ปัญหาของแบรนด์นครศรีธรรมราชคืออะไร

อะไรทำให้ผู้คนนอกพื้นที่ยังไม่รู้จักเราอย่างที่เราอยากให้รู้จัก
อะไรทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศยังไม่เลือกเดินทางมา
อะไรทำให้ภาพจำของจังหวัดถูกจำกัดอยู่กับบางเรื่อง
และอะไรคือช่องว่างระหว่างตัวตนที่เราเชื่อว่าเราเป็น กับภาพที่คนภายนอกรับรู้

หากถามคนในจังหวัดว่านครศรีธรรมราชโดดเด่นเรื่องอะไร คำตอบที่ได้รับมักประกอบด้วย ธรรมะ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ พระบรมธาตุ ความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาหาร และวัฒนธรรม

คำตอบเหล่านี้ถูกต้อง แต่หลายเมืองก็มีธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ อาหาร และวัฒนธรรมเช่นกัน

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมว่าเรามีอะไร แต่ต้องสกัดให้ได้ว่า สิ่งเหล่านั้นสะท้อน “ความหมายร่วม” อะไร

เปรียบเสมือนผลไม้ของนครศรีธรรมราชที่มีทั้งมังคุด ทุเรียน ส้มโอทับทิมสยาม และสละ หากถามว่าผลไม้ชนิดใดดีที่สุด ย่อมนำไปสู่การถกเถียงที่ไม่มีจุดจบ

แต่หากนำผลไม้ทั้งหมดมาสร้างเป็นรสชาติใหม่ เราอาจได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของนครศรีธรรมราช

การสร้างแบรนด์เมืองก็เช่นเดียวกัน

เราไม่จำเป็นต้องเลือกว่าพระบรมธาตุ ทะเล น้ำตก อาหาร หรือวิถีชุมชน สิ่งใดสำคัญที่สุด แต่ต้องค้นหาแก่นกลางที่ทำให้ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย

ตัวอย่างการวิเคราะห์จาก "ประตูมีกลอน คนคอนมีปืน" สู่ความจริงใจของคนนคร

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาคือภาพลักษณ์ด้านลบที่อาจยังอยู่ในความทรงจำของคนนอกพื้นที่ เช่นคำพูดที่ว่า

“ประตูมีกลอน คนคอนมีปืน” ที่ถูกนำมาเป็นมีมในการล้อเลียน หรือพูดเล่นกัน แต่กลายเป็นการตอกย้ำแบรนด์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อผมมาทำงานที่นครศรีธรรมราชในช่วงแรก มีคนถามอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่กลัวหรือ หรือมาอยู่ได้อย่างไร

แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตจริง ผมกลับพบตัวตนอีกด้านหนึ่งของคนนครศรีธรรมราช

คนนครอาจไม่ใช่คนที่พูดหวานหรือแสดงออกอย่างเปิดเผยตลอดเวลา แต่เมื่อรับปาก เมื่อรัก หรือเมื่อต้องช่วยเหลือกัน มักทำอย่างจริงใจและเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า แก่นบางอย่างของนครศรีธรรมราชอาจอยู่ที่คำว่า

Sincere — ความจริงใจ

ธรรมะแบบจริงใจ
วัฒนธรรมแบบจริงใจ
อาหารแบบจริงใจ
ธรรมชาติแบบจริงใจ
การต้อนรับแบบจริงใจ
และความศรัทธาแบบจริงใจ

ผมไม่ได้หมายความว่าคำว่า Sincere จะต้องเป็นข้อสรุปสุดท้ายของแบรนด์นครศรีธรรมราช แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แบรนด์เมืองอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่จับต้องได้

บางครั้ง สิ่งที่เชื่อมโยงความหลากหลายของเมืองเข้าด้วยกัน อาจเป็นบุคลิก คุณค่า หรือวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อกัน

มรดกโลกคือโอกาส แต่ไม่ควรกลายเป็นกับดักใหม่

การที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือโอกาสสำคัญอย่างยิ่งของนครศรีธรรมราช

สถานะดังกล่าวช่วยยืนยันคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของวัด ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ ประเพณี และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนานกว่า 1,500 ปี

แต่ในเวลาเดียวกัน มรดกโลกอาจกลายเป็นกับดักใหม่ได้ หากเราตีความว่า แบรนด์นครศรีธรรมราชต้องเท่ากับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพียงอย่างเดียว

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารควรเป็น “หัวใจสำคัญ” ของเรื่องเล่าเมือง แต่ไม่ควรทำให้พื้นที่อื่น ชุมชนอื่น หรืออัตลักษณ์ด้านอื่นถูกลดทอนความสำคัญ

นครศรีธรรมราชมีทั้งพื้นที่เมืองเก่า ชุมชนวัฒนธรรม เทือกเขา น้ำตก ป่าไม้ ชายฝั่งทะเล ประมง เกษตรกรรม อาหาร หัตถกรรม ศิลปะการแสดง และความหลากหลายของวิถีชีวิต

โจทย์คือ เราจะเชื่อมโยงมรดกโลกกับส่วนอื่นของจังหวัดอย่างไร

เราจะทำให้ผู้เดินทางที่มาสักการะพระบรมธาตุ สนใจเดินทางต่อไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนอย่างไร
เราจะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับอาหาร ศิลปะ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างไร
เราจะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปยังผู้ประกอบการขนาดเล็กและพื้นที่รอบนอกอย่างไร
และเราจะป้องกันไม่ให้การท่องเที่ยวจำนวนมากทำลายคุณค่าที่เราต้องอนุรักษ์อย่างไร

UNESCO ระบุว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีเป้าหมายเพื่อยอมรับและคุ้มครองแหล่งที่มีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น การบริหารจัดการหลังการขึ้นทะเบียนจึงต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

เรากำลังทำแบรนด์ให้ใครมอง

คำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ

เรากำลังสร้างแบรนด์ให้ใครมอง และเรากำลังมองแบรนด์ผ่านสายตาของใคร

การสร้างแบรนด์ต้องเริ่มต้นจากอัตลักษณ์ของเมือง แต่หากมองจากสายตาคนในเพียงด้านเดียว เราอาจติดอยู่ในกับดักของความภาคภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เราคิดว่าโดดเด่น อาจไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวกำลังมองหา
สิ่งที่เราคิดว่าสวยงาม อาจเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกเมืองต้องมี
และสิ่งที่เราเล่าซ้ำมานาน อาจไม่สามารถกระตุ้นความสนใจของคนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้

นักท่องเที่ยวในปัจจุบันอาจไม่ได้ต้องการเพียงถ่ายภาพสถานที่สำคัญ แต่ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิต ได้ลงมือทำกิจกรรม พบปะผู้คน ลิ้มลองอาหารที่มีเรื่องราว และได้รับประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำซ้ำได้จากที่อื่น

อัตลักษณ์แบรนด์นครศรีธรรมราชจึงควรเกิดจากการสังเคราะห์ระหว่าง

สิ่งที่คนในเมืองเชื่อว่าเราเป็น
สิ่งที่เรามีศักยภาพจะเป็น
และสิ่งที่ผู้มาเยือนให้คุณค่า

แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ทำตัวเหมือนฆ้อง

ผมชอบเปรียบเทียบการสร้างแบรนด์ว่า เราต้องทำตัวเหมือนฆ้อง

โบราณกล่าวว่า หากฆ้องดังขึ้นมาเองโดยไม่มีคนตี ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

แบรนด์ก็เช่นเดียวกัน

หากเจ้าของเมืองหรือหน่วยงานรัฐพูดอยู่ฝ่ายเดียวว่า เมืองของเราดีที่สุด สวยที่สุด หรือมีคุณค่าที่สุด ผู้ฟังอาจไม่เชื่อ

หน้าที่ของผู้บริหารแบรนด์เมืองจึงไม่ใช่การตะโกนบอกว่าตนเองดีเพียงใด แต่คือการวางเรื่องราว สร้างประสบการณ์ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และเปิดโอกาสให้คนอื่นเป็นผู้ตีฆ้องให้เกิดเสียง

นักท่องเที่ยวควรเป็นผู้เล่าเรื่องแทนเรา
สื่อมวลชนควรเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว
ชุมชนควรเป็นผู้แสดงตัวตน
ผู้ประกอบการควรเป็นผู้สร้างประสบการณ์
และคนในจังหวัดควรเป็นผู้ยืนยันว่า แบรนด์ที่สื่อสารออกไปตรงกับชีวิตจริงของพวกเขา

หลักการ “ทำตัวเหมือนฆ้อง” และการให้ผู้อื่นเป็นผู้สร้างและสื่อสารแบรนด์ เป็นข้อเสนอสำคัญอีกส่วนหนึ่งของต้นฉบับ

ข้อเสนอแนะ: กระบวนการสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช

จากประสบการณ์และบทเรียนที่กล่าวมา ผมเสนอว่ากระบวนการสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราชควรประกอบด้วยอย่างน้อย 4 เรื่อง

ประการแรก ใช้แนวคิดการสร้างแบรนด์เชิงวัฒนธรรม หรือ Cultural Branding ร่วมกับการสร้างคุณค่าร่วมกัน เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนและทุกพื้นที่ของจังหวัดมีบทบาทในการบอกเล่าและร่วมสร้างแบรนด์

ประการที่สอง สังเคราะห์อัตลักษณ์เมืองจากทั้งความโดดเด่นภายในและคุณค่าที่ผู้มาเยือนกำลังมองหา ไม่ควรยึดติดเฉพาะสถานที่ สิ่งของ หรือทรัพยากรที่จับต้องได้

ประการที่สาม สร้างแบรนด์ภายใน หรือ Internal Branding ให้คนในเมืองเข้าใจและสามารถนำแบรนด์ไปใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่หยุดอยู่ที่การจัดทำโลโก้หรือคู่มือ

ประการสุดท้าย ใช้แบรนด์เป็นเข็มทิศในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่ใช้เพื่อการโฆษณาเพียงอย่างเดียว

หากนครศรีธรรมราชประกาศว่าจะเป็นเมืองมรดกโลกที่มีชีวิต การวางผังเมือง การคมนาคม การจัดการสิ่งแวดล้อม การดูแลภูมิทัศน์ การศึกษา การท่องเที่ยว และการพัฒนาธุรกิจ ก็ควรสอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว

มรดกโลกไม่ใช่เส้นชัย แต่คือจุดเริ่มต้น

การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายาม

ในทางกลับกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยากกว่าเดิม

เราต้องรักษาคุณค่าของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ต้องทำให้ประเพณีและวัฒนธรรมยังคงมีชีวิต
ต้องทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ต้องรองรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ทำลายพื้นที่
และต้องเชื่อมโยงมรดกโลกเข้ากับอนาคตของคนรุ่นใหม่

นครศรีธรรมราชไม่ควรเป็นเพียงเมืองที่ “มี” มรดกโลก

แต่ควรเป็นเมืองที่สามารถใช้คุณค่าของมรดกโลกเป็นพลังในการสร้างการเรียนรู้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

ท้ายที่สุด แบรนด์เมืองที่ดีต้องไม่ใช่เพียงคำที่สวยงาม

แต่ต้องเป็นคำที่คนในเมืองเชื่อ
เป็นทิศทางที่หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ร่วมกัน
เป็นประสบการณ์ที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้จริง
และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เพราะแบรนด์เมืองไม่ได้อยู่บนป้าย

แบรนด์เมืองอยู่ในวิธีที่ผู้คนทั้งเมืองร่วมกันใช้ชีวิต สร้างคุณค่า และบอกเล่าตัวตนของตนเองต่อโลก

Saturday, 1 August 2026

City Branding ว่าด้วยการสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช ตอนที่ 1

 

ตอนที่ 1: แบรนด์เมืองไม่ใช่แค่โลโก้ แต่คือทิศทางที่คนทั้งเมืองต้องเดินร่วมกัน

ช่วงก่อนหน้านี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราช หรือ City Brand โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์จากส่วนกลางเข้ามาจัดกระบวนการร่วมกับผู้คนในพื้นที่

ผมมองว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่โดดเด่นอย่างมาก

ในช่วง พ.ศ. 2547–2551 ผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมายังนครศรีธรรมราชเพื่อสักการะและขอพึ่งบารมีองค์พ่อจตุคามรามเทพ ทำให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารกลายเป็นศูนย์กลางของผู้คนและพิธีกรรมเกี่ยวกับวัตถุมงคล ต่อมา กระแสศรัทธาต่อ “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” ก็สามารถดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เดินทางเข้ามายังจังหวัด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร และการค้าขายในพื้นที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่ผู้ขับเคลื่อนจังหวัดนครศรีธรรมราชพยายามตอบมาโดยตลอดคือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนรู้จักนครศรีธรรมราชมากกว่าการเป็นเมืองแห่งความศรัทธา และจะทำอย่างไรให้จังหวัดสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลอดจนผู้มาเยือนที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น

การสร้างแบรนด์เมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ ผมคิดว่าเราต้องย้อนกลับมาคุยกันตั้งแต่คำถามแรกว่า

เรากำลังจะสร้างอะไร

คำถามนี้เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรก หากติดเม็ดแรกถูก กระดุมเม็ดต่อไปก็มีโอกาสเรียงตัวอย่างถูกต้อง แต่ถ้าติดผิดตั้งแต่ต้น แม้จะใช้ความพยายามมากเพียงใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจไม่เป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ

แบรนด์ไม่ใช่เพียงโลโก้ ชื่อ หรือคำขวัญ

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ คำว่า “แบรนด์” หมายถึงอะไร

หากเรายังมองว่าแบรนด์คือโลโก้ ชื่อเรียก สี สัญลักษณ์ ฉลากสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือคำขวัญ เราอาจต้องหยุดและกลับมาทบทวนกันใหม่ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของแบรนด์เท่านั้น

ในอดีต นักการตลาดจำนวนมากมองแบรนด์ในฐานะ “ตราสินค้า” ที่ใช้ระบุและสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารหรือผู้ซื้ออีกต่อไป ผู้คนสามารถสร้างเนื้อหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิจารณ์ เล่าเรื่อง และร่วมกันกำหนดความหมายของแบรนด์ได้

แบรนด์จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ประกาศเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ตำนาน วัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ ประสบการณ์ และความหมายที่ผู้คนร่วมกันสร้างขึ้น

โลโก้ สี สัญลักษณ์ หรือคำขวัญจึงควรเกิดขึ้นภายหลังจากที่เราเข้าใจตัวตนและอัตลักษณ์ของแบรนด์แล้ว ไม่ใช่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมด

กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ

แบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่เราบอกว่าเราเป็น แต่คือความหมายที่ผู้คนรับรู้ เชื่อมโยง และร่วมกันสร้างขึ้นว่าเราเป็นใคร

ประเด็นนี้เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของต้นฉบับที่ผมเขียนไว้ เพราะหากนิยามแบรนด์คลาดเคลื่อนตั้งแต่แรก กระบวนการที่ตามมาก็อาจมุ่งไปที่การออกแบบเครื่องหมายหรือข้อความประชาสัมพันธ์ มากกว่าการกำหนดทิศทางของเมือง

เรากำลังสร้างแบรนด์เมือง หรือแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว

คำถามต่อมาคือ เรากำลังพูดถึงแบรนด์ในระดับใด

ในทางการตลาด เราอาจแยกระหว่างแบรนด์องค์กร หรือ Corporate Brand กับแบรนด์ผลิตภัณฑ์และบริการ หรือ Product and Service Brand

แบรนด์ผลิตภัณฑ์หรือบริการมักมีขอบเขตการบริหารจัดการชัดเจน มีเจ้าของ มีผู้รับผิดชอบ และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำหนดได้ค่อนข้างชัด

แต่แบรนด์องค์กรมีความซับซ้อนมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับผู้บริหาร บุคลากร วัฒนธรรมองค์กร นโยบาย ผู้ถือหุ้น ชุมชน หน่วยงานรัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

เมื่อขยายมาสู่ระดับเมือง ความซับซ้อนยิ่งเพิ่มขึ้น

เมืองไม่ได้มีเจ้าของเพียงคนเดียว

เมืองหนึ่งเมืองประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา สมาคมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน ผู้นำศาสนา ศิลปิน คนรุ่นใหม่ และประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต่างมีความคิด ผลประโยชน์ อำนาจ และความผูกพันต่อเมืองในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การสร้างแบรนด์เมือง หรือ City Branding จึงไม่เหมือนกับการสร้างแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว หรือ Destination Branding

แบรนด์แหล่งท่องเที่ยวอาจมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ ความรู้สึก และแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมายังพื้นที่หนึ่ง แต่แบรนด์เมืองต้องไปไกลกว่านั้น เพราะต้องทำหน้าที่เสมือน “เข็มทิศ” ที่ช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง

แบรนด์เมืองต้องตอบให้ได้ว่า

เมืองต้องการเติบโตไปในทิศทางใด
ประชาชนจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร
เศรษฐกิจแบบใดที่เมืองต้องการส่งเสริม
นักลงทุนและนักท่องเที่ยวควรรับรู้เมืองอย่างไร
และผู้คนทุกกลุ่มจะมีที่ยืนอยู่ภายใต้แบรนด์นี้ได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ การสร้างแบรนด์เมืองจึงไม่สามารถมอบหมายให้นักออกแบบหรือนักโฆษณาดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการบริหารเมือง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้คนด้วย

เมืองที่มีคนจำนวนมาก ย่อมมีพลังอำนาจหลายชุด

หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์เมืองคือ การทำให้พลังอำนาจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายสามารถมองเห็น “แกนกลางร่วมกัน”

เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะแต่ละกลุ่มอาจมีภาพนครศรีธรรมราชอยู่ในใจไม่เหมือนกัน

บางคนมองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองพระ
บางคนมองเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์
บางคนมองเป็นเมืองแห่งสายมูและความศรัทธา
บางคนมองเป็นเมืองธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก และทะเล
บางคนมองเป็นเมืองอาหาร
บางคนมองเป็นเมืองเกษตร
บางคนมองเป็นเมืองศิลปะและวัฒนธรรม
ขณะที่บางคนอาจมองเป็นเมืองการศึกษา การแพทย์ หรือเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบน

ทุกมุมมองล้วนถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายว่าว่ามุมมองใดเป็นแบรนด์นครศรีธรรมราชทั้งหมด

โจทย์ของการสร้างแบรนด์เมืองจึงไม่ใช่การเลือกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด แล้วตัดสิ่งอื่นออกไป แต่คือการค้นหาแกนกลางที่ทำให้ความหลากหลายเหล่านั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความหมาย

ผมจึงมองว่าการสร้างแบรนด์เมืองต้องอาศัยแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกัน หรือ Value Co-Creation

คำว่า Value ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงมูลค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “คุณค่า” ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ การสนทนา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการร่วมกันสร้างความหมายระหว่างผู้คน

แบรนด์เมืองที่มีพลังจึงไม่ควรถูกสร้างขึ้นโดยทีมงานกลุ่มเล็ก ๆ แล้วนำไปประกาศให้คนทั้งเมืองยอมรับ แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มได้ร่วมกันบอกเล่า ตีความ โต้แย้ง และสร้างความหมายของเมืองขึ้นมาร่วมกัน

เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่คือการทำให้ทุกคนสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันภายใต้แกนกลางที่ยอมรับร่วมกันได้

จากคุมะมงถึงนครศรีธรรมราช

หากพูดถึงการสื่อสารแบรนด์เมือง หลายคนอาจนึกถึง “คุมะมง” มาสคอตชื่อดังของจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏอยู่ในโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ราชการ และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วเมือง

คุมะมงตั้งอยู่ทุกที่ในเมืองในทุก ๆ ธุรกิจ


คุมะมงเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำให้ผู้คนจำนวนมากใช้สัญลักษณ์เดียวกันในการบอกเล่าเมือง

แต่คุมะมงไม่ใช่ทั้งหมดของแบรนด์คุมาโมโตะ

มาสคอตเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้แบรนด์ถูกมองเห็นและจดจำ ขณะที่ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การทำให้หน่วยงาน ผู้ประกอบการ และประชาชนจำนวนมากยอมรับและร่วมกันนำสัญลักษณ์นั้นไปใช้

ผมเคยมีประสบการณ์สร้างมาสคอต “น้องเจ้าปัญญา” นกฮูกน้อยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในช่วงที่ทำหน้าที่ด้านการพัฒนาและสื่อสารองค์กร ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า การสร้างตัวละครหรือสัญลักษณ์ขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องยากที่สุด

สิ่งที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้คนในองค์กรหรือคนในเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของ และนำสัญลักษณ์นั้นไปใช้ต่ออย่างสม่ำเสมอ

แบรนด์จึงต้องการความต่อเนื่อง มากกว่าความตื่นเต้นในช่วงเปิดตัว

นครศรีธรรมราชกับจังหวะประวัติศาสตร์ครั้งใหม่

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคณะกรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจึงกลายเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 9 ของประเทศไทย เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

UNESCO อธิบายถึงความสำคัญของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาระดับภูมิภาคมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8 ได้รับอิทธิพลจากเครือข่ายการค้าข้ามมหาสมุทร และผสมผสานอิทธิพลทางศาสนา สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมจากหลายพื้นที่เข้ากับประเพณีท้องถิ่น ซึ่งได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมานานกว่า 1,500 ปี

การได้รับสถานะมรดกโลกจึงไม่ใช่เพียงข่าวดีด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการยืนยันว่าเรื่องราวของนครศรีธรรมราชมีคุณค่าโดดเด่นในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังไม่ให้คำว่า “มรดกโลก” กลายเป็นเพียงคำขวัญใหม่ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

มรดกโลกควรกลายเป็นฐานในการกำหนดทิศทางของเมือง ทั้งด้านการอนุรักษ์ การศึกษา การออกแบบพื้นที่เมือง การจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาธุรกิจ การสร้างงาน และการสืบทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นต่อไป

เพราะการเป็นเมืองมรดกโลกไม่ได้หมายความว่าเรามีสถานที่หนึ่งแห่งที่ได้รับการยอมรับจากโลกเท่านั้น

แต่หมายความว่าเมืองทั้งเมืองต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับมรดกนั้นอย่างไร

คำถามก่อนก้าวไปสู่ตอนต่อไป

การสร้างแบรนด์เมืองนครศรีธรรมราชจึงไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่า

เราจะใช้โลโก้อะไร
ใช้สีอะไร
ใช้คำขวัญอะไร
หรือจะนำเสนอสิ่งใดเป็นจุดขาย

แต่ควรเริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

นครศรีธรรมราชต้องการมีตำแหน่งแห่งที่ใดบนแผนที่โลก

และเมื่อได้รับการยอมรับในฐานะเมืองที่มีแหล่งมรดกโลกแล้ว

เราจะใช้โอกาสนี้สร้างอนาคตของเมืองอย่างไร โดยไม่ทำลายคุณค่าที่ทำให้โลกยอมรับเรา

ตอนต่อไป ผมจะเล่าถึงประสบการณ์การสร้างแบรนด์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวจังหวัดกระบี่ กับบทเรียนเรื่อง “Krabi Experience” และ “Krabi Premium” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แบรนด์เมืองที่ดูสวยงามและมีพลังทางการตลาด อาจกลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้งได้ หากคนบางกลุ่มรู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เกี่ยวกับผู้เขียน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองศาสตราจารย์สาขาการตลาดดิจิทัล สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Email: psiwarit@gmail.com Profile: https://rps.wu.ac.th/researchersInfo/00000043

Welcome to Siwarit Valley

My photo
Nakhon Sri Thammarat, Thailand
สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช Thailand