Monday, 27 October 2025

การทำบุญ: มุมมองความเชื่อเชิงศาสนา vs วัฒนธรรมการบริโภค

 🕊️ เมื่อผู้บริจาค “ขอคืนเงินบริจาค”: ศรัทธา วัตถุนิยม และอัตลักษณ์ของผู้ให้

ชวนคิดมุมนักการตลาดทั้งที่ทำงานด้านวัฒนธรรมการบริโภค และด้านความเชื่อ เราจะเห็นได้ว่าในสังคมไทย การบริจาคหรือ “การทำบุญ” มักถูกมองว่าเป็นการแสดงออกของศรัทธา ความตั้งใจดี และการละวางจากความยึดมั่นในวัตถุ เพื่อให้เกิดบุญกุศลและความสงบในจิตใจ

บุญ คืออะไร หลายคนชอบตั้งคำถาม แล้วบาปต่างจากบุญอย่างไร เคยมีใครบอกจำไม่ได้แล้วว่า "บุญ" ต่างจาก "บาป" คือ บุญปากจู๋ บาปปากกว้าง ด้วยความที่ผมโตขึ้นมาในครอบครัวที่สอนเรื่องบุญ เรื่องบาป และติดตามคุณย่าหรืออาม่าของผมไปวัดทุกฤดูกาล อาม่าเป็นคนเชื้อสายจีนเกิดที่เมืองไทย มีจิตใจชอบทำบุญ และผมก็ติดตามไปทำให้จิตใจชอบทำบุญมาโดยตลอด ได้เห็นการให้ หรือการบริจาคมาตั้งแต่เด็ก


วันนี้ กระแสเรื่องการบริจาคมีประเด็นดราม่า แม้ว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้ามีคนเดือดร้อน คนไทยพร้อมช่วยเหลือ

แต่เมื่อมี “ผู้บริจาค” ออกมาเรียกร้อง ขอคืนเงินบริจาค …

คำถามที่น่าสนใจคือ — เรากำลังอยู่ใน “โลกของศรัทธา” หรือ “โลกของการบริโภค”

🕊️ มิติศาสนา: บุญในฐานะ “การปล่อยวาง”

ในมุมมองของศาสนา การบริจาคคือการสละ ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน

“บุญ” เกิดจากเจตนาแห่งการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

เมื่อเรายื่นมือให้ สิ่งที่ควรละก่อนคือความเป็นเจ้าของ และบุญที่เกิดมาจากการทำทาน หรือ จาคะ จะเกิดขึ้นมาจากจิตใจที่ให้โดยปราศจากการหวังผลตอบแทน และเมื่อเราให้ไปแล้ว “ของ” นั้น เท่ากับว่าเราละทิ้งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไปแล้ว และจะได้บุญเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้ตามไปครอบครองของสิ่งนั้น ซึ่งต้องย้ำตรงนี้ว่า มุมมองตรงนี้คือ มุมมองเชิงความเชื่อ

ดังนั้น การขอคืนเงินบริจาคจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องทางกฎหมาย

แต่สะท้อน “การถอนศรัทธา”

และทำให้การให้กลายเป็น “ธุรกรรม” มากกว่าการ “ปล่อยวาง”

💰 มิติวัตถุนิยม: เงินบริจาคในฐานะ “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์”

ในสังคมบริโภคยุคใหม่ การบริจาคไม่ได้หมายถึงการสละเพียงอย่างเดียว

แต่มันยังเป็น “การบริโภคบุญ” — การใช้เงินสร้างภาพลักษณ์แห่งความดี

ชื่อบนแผ่นทอง ในนามผู้สร้างศาลาหรือเจดีย์

คือการลงทุนเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้าง ทุนทางสังคมและศีลธรรม แม้ว่าในเชิงความเชื่อ จะมีความเชื่อที่ว่าการจารึกชื่อแสดงออกถึงการบันทึกบัญชีบุญเมื่อถึงวาระที่จากโลกนี้ไปแล้ว การทำบุญนี้จะไปปรากฏในบัญชีบุญของแต่ละคน ในขณะเดียวกันก็ยังมีเจตนาของการจารึกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของตัวผู้บริจาคเพื่อสร้างตัวตนของคน ๆ นั้นให้สังคมได้เห็นและรับรู้ถึงสถานะทางสังคม

แต่เมื่อความโปร่งใสของการใช้ประโยชน์จากเงินหรือสิ่งของบริจาค ถูกตั้งคำถาม

เงินบริจาคก็เปลี่ยนจาก “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” เป็น “สินทรัพย์ที่ต้องรับผิดชอบ”

และการเรียกคืน กลายเป็นการปกป้อง “อัตลักษณ์ของผู้บริโภคที่มีเหตุผล”

มากกว่าผู้ศรัทธาที่พร้อมยอมปล่อยวาง

⚖️ ศรัทธากับตลาดแห่งบุญ

เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องของ “เงิน” เพียงอย่างเดียว

แต่คือภาพสะท้อนของ ความขัดแย้งระหว่างสองระบบคุณค่า

ระบบศาสนา ที่มองการให้คือการสละ

ระบบบริโภค ที่มองการให้คือการลงทุนทางสังคม

ในโลกที่ศรัทธาแปรเปลี่ยนเป็นทุน

“เงินบริจาค” จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ออกจากใจ

แต่มันคือเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ วัดสถานะ และต่อรองคุณค่าของความดี

📍ข้อสังเกตสุดท้าย:

การขอคืนเงินบริจาคไม่ใช่แค่การเรียกร้องผลตอบแทนแต่มันสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของศรัทธาในยุควัตถุนิยม” จากศรัทธาที่บริสุทธิ์ สู่ศรัทธาที่มีเงื่อนไขและบางที... มันอาจคือเสียงสะท้อนของคนยุคใหม่ที่กำลังถามตัวเองว่า “บุญที่แท้… ซื้อได้หรือไม่? ในมุมมองนี้ การขอคืนเงินบริจาคจึงเป็นการตีความถึงเงินบริจาคนั้นว่าเป็นวัตถุในการบริโภค (Consumption Object) ที่ใช้ในการสร้างความหมายบางสิ่งบางอย่างที่แต่ละบุคคลสร้างขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกตรรกะที่อธิบายได้ว่า เมื่อการให้มีวัดฤประสงค์เจาะจง และผู้ให้มองว่าสิ่งที่มอบให้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ดามวัดฤประสงค์จึงต้องการเรียกคืน ก็เป็นอีกประเด็นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น แต่โดยสรุป สองมุมมองระหว่างความเชื่อเชิงศาสนา กับวัฒนธรรมการบริโภคแตกต่างกันแน่นอน และเสมือนสิ่งที่อยู่ต่างมุมกัน ที่แน่ ๆ ตามความเชื่อทางศาสนา เมื่อทำบุญแล้ว ต้องปล่อยวางสิ่งที่เราบริจาคตั้งแต่วินาทีที่เราให้ บุญนันจึงสำเร็จ เพราะการทำบุบุญเป็นส่วนหนึ่งการของการละซึ่งตัวตน ละซึ่งของของเรา พุทธศาสนา รวมถึงศาสนาอื่น ๆ จึงมีการทำบุญเป็นกลไกหลักในการบ่มเพาะจิตใจคน ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแด่ละคน

เกี่ยวกับผู้เขียน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองศาสตราจารย์สาขาการตลาดดิจิทัล สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Email: psiwarit@gmail.com Profile: https://rps.wu.ac.th/researchersInfo/00000043

Friday, 27 June 2025

การท่องเที่ยวไทย: เครื่องยนต์เครื่องสุดท้ายที่กำลังจะดับ ทางเลือก ทางรอดของไทย

         กลับมาพบกันอีกรอบด้วยภาระหน้าที่ทำให้ผมไม่ได้เข้ามาเขียนมากนัก แต่ตอนนี้จะพยายามเขียนให้มากขึ้น วันนี้ขอเล่าเรื่องการท่องเที่ยว เพราะเป็นที่รู้กันว่าการท่องเที่ยวคือหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ถูกขนานนามว่าเป็น "เครื่องยนต์เครื่องที่สี่" ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ และนำเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ แต่ปัจจุบัน เครื่องยนต์เครื่องนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วงจนอาจกล่าวได้ว่ากำลังจะ "ดับ" ลง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงและยกระดับอย่างจริงจัง



วิกฤตการณ์ของการท่องเที่ยวไทย

        ปัญหาที่การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญอยู่นั้นมีหลากหลายมิติ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวทางการพัฒนาที่ขาดความยั่งยืน

การพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมมากเกินไป: ไทยยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวจากตลาดหลักบางประเทศมากเกินไป โดยเฉพาะจีน ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงในประเทศเหล่านั้น ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยอย่างรุนแรง

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น: ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่างพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของตนเองอย่างรวดเร็ว พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจ ทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

ปัญหาเชิงคุณภาพและสิ่งแวดล้อม: การท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นปริมาณมากเกินไปในอดีต ทำให้เกิดปัญหาโอเวอร์ทัวริซึ่มในหลายพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ขาดการบำรุงรักษาที่ดี และปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์โดยรวม

การขาดการกระจายตัวของรายได้: รายได้จากการท่องเที่ยวมักกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือพื้นที่ท่องเที่ยวหลักบางแห่ง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

การปรับตัวช้าต่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป: การท่องเที่ยวไทยยังขาดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการโปรโมท การจอง หรือการสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงและตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น


กรณีศึกษาจากพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

        เพื่อเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณากรณีศึกษาจากจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันไป

เชียงใหม่: ในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมและธรรมชาติทางภาคเหนือ เชียงใหม่เคยประสบปัญหา "โอเวอร์ทัวริซึ่ม" อย่างหนักก่อนเกิดโรคระบาด ทั้งปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ (PM 2.5) และการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติเพื่อสร้างที่พัก ทำให้เสน่ห์ดั้งเดิมของเมืองลดลง การพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนและตลาดเอเชียบางกลุ่มมากเกินไป ทำให้เมื่อเกิดวิกฤต จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างฮวบฮาบ การยกระดับสำหรับเชียงใหม่จึงต้องเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น ควบคุมการพัฒนาให้สอดคล้องกับผังเมืองและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่รอบนอกเพื่อกระจายรายได้และลดความแออัดในตัวเมือง

ภูเก็ต: "ไข่มุกอันดามัน" แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก แต่ก็เผชิญกับปัญหาการแข่งขันที่สูงจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป รวมถึงปัญหาขยะ และการบริการที่ยังไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเท่าที่ควร ภูเก็ตจำเป็นต้องมุ่งเน้นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างจริงจัง พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทางน้ำ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับพรีเมียม และการท่องเที่ยวแบบ MICE (การประชุม สัมมนา และนิทรรศการ) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

กระบี่: ด้วยความโดดเด่นของหมู่เกาะและหน้าผาหินปูน กระบี่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม แต่ก็ประสบปัญหาคล้ายกับภูเก็ตในเรื่องของการเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติบางแห่ง และการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มเดิม การยกระดับสำหรับกระบี่ควรเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการผจญภัยที่ยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เกาะลันตา หรืออ่าวนาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นและกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมทั้งควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เปราะบางอย่างเข้มงวด

แนวทางการยกระดับการท่องเที่ยวไทย: จุดประกายเศรษฐกิจไทย

        การที่จะฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแนวคิดอย่างรอบด้าน

1. มุ่งเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน (Quality and Sustainable Tourism):

  •     ลดการพึ่งพาปริมาณ เพิ่มคุณภาพ: ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมาก เพื่อลดภาระต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
  •     พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรม: ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนมากขึ้น
  •     จัดการปัญหาโอเวอร์ทัวริซึ่มอย่างจริงจัง: กำหนดมาตรการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่เปราะบาง และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม

2. ขยายตลาดใหม่และเจาะกลุ่มเฉพาะ (New Market and Niche Segments):

  •     กระจายความเสี่ยง: ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเปิดตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย หรือกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ
  •     พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเฉพาะ: ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีความสนใจพิเศษ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism), การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism), การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism), การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความหลากหลาย

3. ยกระดับประสบการณ์และโครงสร้างพื้นฐาน (Enhanced Experience and Infrastructure):

  •     พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ: สร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ไม่ใช่แค่การนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเดิม ๆ
  •     ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาระบบคมนาคมขนส่งให้สะดวกสบาย ปลอดภัย และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุม
  •     นำเทคโนโลยีมาใช้: พัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ทันสมัย ระบบจองที่พักและกิจกรรมที่ง่ายดาย และการใช้ AI หรือ Big Data เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจ

4. ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น (Local Empowerment and Income Distribution):

  •     พัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน: สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวโดยตรง
  •     ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs: ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อยในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ความรู้ และช่องทางการตลาด
  •     สร้างความเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการท้องถิ่น: สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและซื้อสินค้า OTOP หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้

5. การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ (Integrated Collaboration):

  •     ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน: ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและจริงจัง เพื่อกำหนดทิศทาง พัฒนา และโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ
  •     สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ: พัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและสามารถให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ


        การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ หากไม่เร่งปรับตัวและยกระดับอย่างจริงจัง เครื่องยนต์ที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเครื่องนี้ก็อาจจะดับลงในไม่ช้า แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้าใจและมุ่งมั่น การท่องเที่ยวไทยจะสามารถกลับมาเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม และเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ตลาดนักท่องเที่ยวจีนคือตลาดที่สำคัญ วันนี้ เราท่องแต่คำว่า "จีนเทา" ทั้ง ๆ ที่นักท่องเที่ยวจีน ไม่ใช่กลุ่มจีนเทา แต่เป็นกลุ่มที่จะมาเติมพลังให้เครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเรา ครั้งหน้าจะมาเขียนเรื่องตลาดนักท่องเที่ยวจีนเพื่อขยายต่อเรื่องนี้ครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี (ด้านวิจัย) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองศาสตราจารย์สาขาการตลาดดิจิทัล สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ Email: psiwarit@gmail.com Profile: https://rps.wu.ac.th/researchersInfo/00000043


Welcome to Siwarit Valley

My photo
Nakhon Sri Thammarat, Thailand
สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช Thailand